ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ


สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 29/10/2550
ปรับปรุงเวบเมื่อ 18/06/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 970
33740100332526


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (970)
วิธีแกะถอดประกอบมือถือ
ฟิล์มกันรอยแบบพิเศษ
อุปกรณ์เสริม iPhone/iPad/iPod
อุปกรณ์เสริม Smartphone
เครื่องมือแกะถอดโทรศัพท์
อะไหล่ไอโฟน iPhone 4
อะไหล่ไอโฟน iPhone 4S
อะไหล่ไอโฟน iPhone 5
อะไหล่ไอโฟน iPhone 5S
อะไหล่ไอโฟน iPhone 5C
อะไหล่ไอโฟน iPhone SE
อะไหล่ไอโฟน iPhone 6
อะไหล่ไอโฟน iPhone 6 Plus
อะไหล่ไอโฟน iPhone6s
อะไหล่ไอโฟน iPhone6s Plus
อะไหล่ไอโฟน iPhone7
อะไหล่ไอโฟน iPhone7 Plus
อะไหล่ไอโฟน iPhone8
อะไหล่ไอโฟน iPhone8 Plus
อะไหล่ไอโฟน iPhoneX
อะไหล่ iPad Air 1
อะไหล่ iPad Air 2
อะไหล่ iPad mini 1
อะไหล่ iPad Mini 2
อะไหล่ iPad Mini 3
อะไหล่ไอแพด iPad 2
อะไหล่ New iPad 3
อะไหล่ NewiPad 4
อะไหล่ไอพอด Gen 5
เครื่องมือช่างพิเศษ
อุปกรณ์ซ่อมโทรศัพท์
หัวแร้ง Soldering iron
เครื่องเป่าลมร้อน Hotair
ซัพพลาย+สายซัพพลาย
มิเตอร์+สายมิเตอร์
หม้อล้างบอร์ด Ultrasonic
ไขควง Screwdriver
แหนบ Tweezers
แผ่นเพลท
แท่นวางหัวแร้ง+ที่ใส่ตะกั่ว
โคมไฟ+แว่นขยาย
ตะกั่วเส้น+ตะกั่วเหลว
ฟลัก+น้ำยา+สเปรย์
ปลายหัวแร้ง+ใส้หัวเป่า
เบอร์ศูนย์บริการโทรศัพท์
เงือนไขการรับประกันสินค้า



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ











บทความ
เรื่องอิเลกทรอนิกส์เบื้องต้น(ปรับปรุงใหม่) (อ่าน 20606/ตอบ 9)
กระทู้นี้จะเป็นกระทู้ที่รวมเรื่องต่างๆที่มีประโยชน์ต่อเพื่อนๆสมาชิกระดับ Exclusive  โดยกระทู้นี้ทางทีมงาน Training Team of  www.wintesla2003.com   จัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยจะนำเสนอไปตลอดนะครับ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยและน้อมรับคำติชมครับ
             การที่เราจะสามารถทำการซ่อมเครื่องโทรศัพท์ให้ดีนั้น  เราควรจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องต่อไปนี้ให้ดีซะก่อน เราถึงจะทำการวิเคราะห์และตรวจเช็คเครื่องซ่อมได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ เพื่อนๆบางคนเริ่มเบื่อกับอาชีพนี้บางคนซ่อมเท่าไรก็ไม่ผ่านหรือผ่านก็ผ่าน แบบไม่ตั้งใจ ( ไม่นับอาการเปลี่ยนจอ เปลี่ยนไมค์ ลำโพงหรืองานง่ายๆนะครับ) ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า "ถ้าเราตั้งใจและให้เวลากับมัน ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ " ที่ผมพูดแบบนี้ก็เพราะผมเอาตัวผมเองเป็นตัวเปรียบเทียบ ผมไม่ได้เคยคิดว่า ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตจะต้องมาเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์ แต่มันก็ต้องเป็นเพราะสถานะการณ์มันบังคับ ผมจบทางด้าน "บัญชี " ไม่มีความรู้เรื่องอิเลกทรอนิกส์มาก่อน แต่ผมยังพอซ่อมได้และซ่อมค่อนข้างจะถูกหลักการณ์ เพราะผมตั้งใจจะเอาดีทางด้านนี้ เพราะฉะนั้น "เพื่อนๆทุกคนก็น่าจะซ่อมได้แบบผม  ถ้าตั้งใจและให้เวลากับมัน ผมมั่นใจครับว่าทำได้"  

เราต้องมีความชัดเจนในเรื่องต่อไปนี้
1.ชัดเจน ในเรื่องของอิเลกทรอนิกส์เบื้องต้น ไม่ยากอย่างที่คิดครับ เพราะเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องของอิเลกทรอนิกส์ เรารู้แค่ตัว C R L ทำงานอย่างไรก็พอแล้วครับ สามารถวัดได้ก็พอแล้วครับ ( แต่ถ้ารู้มากกว่านี้ก็ดีนะครับ )
2.ชัดเจนในเรื่องของโครงสร้างการทำงาน ของวงจรโทรศัพท์และอ่านลายวงจรได้ ส่วนนี้ก็ไม่ยากครับ ถ้าเราเข้าใจแล้วเราจะเข้าใจเลย ค่อยๆทำความเข้าใจกับมัน
3.ชัดเจนในเรื่องของการวิเคราะห์และตรวจสอบ ส่วนนี้ก็ไม่ยากครับ ถ้าเข้าใจในส่วนที่ 2 เพราะ"ถ้าเราวิเคราะห์อาการได้แคบเท่าไร เราก็ซ่อมได้หายเร็วเท่านั้น "

กระทู้ในส่วนของ ฮาร์ดแวร์ จะมีโอ๊กมหาชัยและออมสิน PAmobile
กระทู้ในส่วนของ ซอฟแวร์ จะมี อาจารย์Krit  Audsky และน้าเส

 แค่ 3 อย่างนี้ก็พอแล้วครับ ทางทีมงานจะช่วยเพื่อนๆตลอดนะครับ รู้อะไรมา ถ่ายทอดให้หมด ไม่มีกั๊ก ทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์  ติดขัดอะไรโทรสอบถามได้

เรามาเริ่มในส่วนของอิเลกทรอนิกส์ก่อนแล้วกันนะครับ  
แรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าทั้งสองสิ่งนี้มีความจำเป็นอย่างมากที่เราควรศึกษากันก่อน

1.แรงดันไฟฟ้า คือ ความต่างศักย์ของประจุไฟฟ้าบวกและประจไฟฟ้าลบ  ใช้ตัวย่อด้วยตัว E  มีหน่วยเป็นโวลต์   V  
2.กระแสไฟฟ้า คือ ความสามารถที่จะให้เกิดการเคลื่อนที่ของ อิเลกตรอน  ใช้ตัวย่อด้วยตัว I   มีหน่วยเป็นแอมแปร์   A (การเคลื่อนที่ของอิเลกตรอน ก็คือการไหลของกระแสไฟฟ้าถ้าไม่มีการเคลื่อนที่ดังกล่าวก็จะไม่เกิดกระแส ไฟฟ้า) ทั้ง 2อย่างนี้ต้องมาคู่กันแยกออกจากกันไม่ได้ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้   เช่น แบต 1 ก้อน มีแรงดันไฟฟ้า 3.6 V  มีกระแสไฟฟ้า 750 mAh(มิลลิแอมป์ต่อชั่วโมง)  
3.ความต้านทานไฟฟ้า คือ ค่าความต้านทานไฟฟ้า ใช้ตัวย่อด้วยตัว R  มีหน่วยเป็นโอห์ม  (1 โอห์มคือค่าความต้านทานที่ทำแรงดันไฟฟ้า 1 โวลต์ ไหลผ่านตัวมันเองแล้วเกิดกระแสไฟขึ้น 1 แอมแปร์)
4.กำลังไฟฟ้า คือ ใช้ตัวย่อด้วยตัว P มีหน่วยเป็นวัตต์ W  ใช้สำหรับให้เรารับรู้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชนิดใช้กำลังไฟเท่าไร และใช้สำหรับการคำนวนคิดค่าไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ (กำลังไฟ 1 วัตต์ก็คือ เราป้อนแรงดันไฟฟ้า 1 โวลต์ ให้ไหลผ่านความต้านทาน1 โอห์ม และมีกระแสไฟไหลผ่าน 1 แอมแปร์)  

เรื่องไฟฟ้ากระแสสลับและไฟฟ้ากระแสตรง(ที่เราใช้กันในวงจรโทรศัพท์มือถือ)

1. ไฟฟ้ากระแสสลับ หรือ ไฟเอซี A.C.  คือไฟฟ้าที่ไหลสลับทิศทางตลอดเวลา โดยที่ขั้วบวกกับขั้วลบจะไม่คงที่ (มีการเคลื่อนไหวตลอด)เช่นไฟตามบ้านเรือนทั่วๆไป  220 V 50 Hz ก็คือ มีแรงดันไฟออกมา 220 โวลต์ มีขั้วบวกและขั้วลบ สลับกัน 50 ครั้ง ต่อ 1 วินาที  ซึ่งไฟประเภทนี้ยังแบ่งระบบออกเป็น ระบบเฟสเดียว 2 สาย โดยที่เราใช้กันตามบ้านๆ ทั่วๆไป เส้นหนึ่งจะเป็นสายไฟ ย่อด้วยตัว L (เส้นนี้มีไฟนะครับห้ามจับ) ส่วนอีกเส้นเป็นสายดิน ย่อด้วยตัว N สายเส้นนี้จะถูกต่อลงดิน  ส่วนอีกระบบหนึ่งคือ ระบบ 3 เฟส 4 สาย ไฟระบบนี้ใช้กันตามโรงงานหรือตามอาคารบ้านเรือน ระบบนี้จะมีสายที่มีไฟ 3 เส้น เส้นดิน 1 เส้น ค่าแรงดันที่ได้จะเป็น 380 V กับ 220 V  
2.ไฟฟ้ากระแสตรง หรือไฟ ดีซี D.C. (ที่เราใช้ในวงจรโทรศัพท์ของเรานั้นเอง ) ไฟประเภทนี้ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่ากระแสตรง ก็คือ ไฟฟ้าจะไหลทางเดียวตลอด โดยมีขั้วบวกและขั้วลบคงที่ เช่นในวงจรโทรศัพท์จะทำมาอย่างชัดเจนว่าขาไหนเป็นบวก ขาไหนเป็นลบ สลับกันไม่ได้  แบตเตอรี่ หรือ ซัพพลาย ที่เราใช้ก็คือแหล่งพลังงานกระแสตรงชนิดหนึ่ง เพราะฉนั้นเรื่องพวกนี้เราไม่ควรมองข้าม มีประโยชน์กับการซ่อมมากครับ  

ความรู้เพิ่มเติม!  แบตที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นแหล่งพลังงานชนิดหนึ่งที่สามารถประจุ ไฟฟ้าใหม่ได้  ถ้าเป็นแบตรุ่นก่อนๆ(ถ่านนิกเกิล แคดเมียม)  เราสมควรจะต้องใช้ให้แรงดันนั้นหมดเสียก่อนแล้วถึงจะเริ่มชาร์ทได้แต่ถ่าน ในรุ่นใหม่ๆ (ถ่านลิเธี่ยม ไอออน) ถ่านประเภทนี้สามารถชาร์ทไฟได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องรอให้แรงดันหมด  

ตัวต้านทานหรือตัว R
( Resistor )    
ตัวต้านทาน หรือ ตัว R ที่เราเห็นกันในบอร์ดให้เต็มไปหมด น้อยคนที่จะรู้จักตัว R อย่างเข้าใจ  ตัว R  (Resistor)  เป็นตัวต้านทานมีหน่วยเป็น โอห์ม  ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นตัวต้านทาน ถ้าเรานำตัว R มาใช้ในวงจร หน้าที่ของมันก็คือ ลดแรงดันไฟฟ้าและลดกระแสไฟฟ้า  เช่น เมื่อเรามีแบตหนึ่งก้อนแรงดันไฟ 6 V แต่เราต้องการจะต่อกับหลอดไฟที่ใช้แรงดัน 3 V  ถ้าเราต่อตรงเลยหลอดไฟก็จะขาด เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ตัวช่วยที่จะช่วยลดแรงดันและกระแสไฟฟ้านั้นก็คือตัว R นั่นเอง ไฟจ่ายมา 6 V ต่อผ่านตัว R  มันก็จะทำให้แรงดันนั้นลดลงเหลือแค่ 3 V หลอดไฟก็จะใช้ได้ไม่ขาด

ความรู้เพิ่มเติม!
              ถ้าค่า R มีค่ามาก ก็จะลดแรงดันไฟฟ้าได้มาก (ทำให้แรงดันไฟออกมาน้อย)
              ถ้าค่า R มีค่าน้อย ก็จะลดแรงดันไฟฟ้าได้น้อย  

วิธีการอ่านค่า R อย่างง่ายในวงจรโทรศัพท์ ปกติตัว R มีหลายประเภท แต่ผมจะพูดถึง R ที่อยู่ในวงจรโทรศัพท์  ถ้าเราดูในลายวงจรของแต่ละรุ่นจะมีค่า R บอกอยู่ที่ตัวมันเองอยู่แล้ว  
ทีนี้เรามาดูค่า R กันก่อนว่าค่า R  มีอะไรบ้าง
  ค่า R     1000   โอห์ม      เท่ากับ      1 k โอห์ม  
  ค่า R     1000k โอห์ม      เท่ากับ      1M โอห์ม  มาถึงตรงนี้แล้วไม่งงนะครับ  ทำความเข้าใจให้ดีครับ ถ้าเข้าใจแล้วจะเข้าใจเลย  
ในวงจรโทรศัพท์ ถ้าตัว R ที่มีขนาดเล็กมาก(ตัวเล็กๆสีดำ) จะไม่มีตัวเลขกำกับ ค่าความต้านทาน เราจะต้องดูจากวงจรเท่านั้น  แต่ถ้าตัว R ที่มีขนาดพอที่จะใส่ค่าในตัวมันได้ ก็อ่านค่าได้เลย
ถ้าค่าเป็น   3R9  เวลาอ่านค่าจะได้        3.9   โอห์ม                
ถ้ามีตัวอักษร  R   อยู่ตรงกลางระหว่างเลขให้เราใช้มันเป็นค่า จุดทศนิยมในตำแหน่งกลาง เช่น  ค่า 4R7  เวลาอ่านค่าจะได้   4.7  โอห์ม  
ถ้าค่าเป็น   R22  เวลาอ่านค่าจะได้        0.22 โอห์ม              
ถ้ามีตัวอักษร  R   อยู่ข้างหน้าเลขจะใช้แทนเลขจุดทศนิยมในตำแหน่งหน้าเลข   เช่น  R35  เวลาอ่านค่าจะได้  0.35 โอห์ม  (ถ้าไม่เข้าใจอ่านให้เข้าใจนะครับ)
ถ้าค่าเป็น   102   เวลาอ่านค่าจะได้     1000   โอห์ม หรือ 1k  
วิธี อ่านก็คือ เลขสองตัวหน้าคือ 10  เลขตัวที่สาม คือ 2 ( เลข 2 ก็คือจำนวน ศูนย์ 2 ตัวนั่นเอง) เพราะฉะนั้น 10 เติมศูนย์ 2 ตัว ก็จะได้ 1000 โอห์ม หรือ  1 k  
ถ้าค่าเป็น   4k7  เวลาอ่านค่าจะได้      4.7 k  โอห์ม                
ถ้ามีตัวอักษร k อยู่ตรงกลางระหว่างเลข ให้แทนเป็นจุดทศนิยมเหมือนกับหัวข้อ ที่ 1  แต่ตัวลงท้ายมีหน่วยเป็น k โอห์มเท่านั้นเอง เช่น 2k4  ค่าที่อ่านได้ก็จะเป็น 2.4 k โอห์ม


ทีนี้มาดูการตั้งค่ามิเตอร์เข็ม ที่ใช้สำหรับวัดค่า R กันครับ  
ต่อไปมาดูการตั้งค่ามิเตอร์ ว่าจะตั้งค่าเท่าไรในการวัดตัว R  [colorblue]ก่อนจะทำตามนี้ต้องเข้าใจในการอ่านค่าตัว R  ให้ดีก่อนและก็ต้องรู้ว่าค่า กี่ โอห์มเป็น 1 k [/color] (ถ้ายังไม่เข้าใจอย่าพึ่งวัดนะครับ เดี๋ยว งงๆ ไปใหญ่ )
  ถ้าค่าตัว R  มีค่าตั้งแต่      0.1 โอห์ม -    100  โอห์ม     ให้ตั้งค่ามิเตอร์ที่   X 1  
  ถ้าค่าตัว R  มีค่าตั้งแต่      10  โอห์ม -      1k  โอห์ม     ให้ตั้งค่ามิเตอร์ที่   X 10
  ถ้าค่าตัว R  มีค่าตั้งแต่    100  โอห์ม -    10k  โอห์ม     ให้ตั้งค่ามิเตอร์ที่   X 100
  ถ้าค่าตัว R  มีค่าตั้งแต่      1k  โอห์ม -  100k  โอห์ม     ให้ตั้งค่ามิเตอร์ที่   X 1k
  ถ้าค่าตัว R  มีค่าตั้งแต่  100k  โอห์ม -  20M   โอห์ม     ให้ตั้งค่ามิเตอร์ที่   X10k  
        การวัดค่า R  นั้นสามารถวัดในวงจรก็ได้ แต่ไม่เสมอไป แต่จำแบบนี้ดีกว่า "การวัดค่าตัว R พยายามถอดมาวัดนอกวงจรดีกว่า จะได้ค่า R ที่ชัดเจน) ที่ สำคัญก่อนทำการวัดเราจะต้องรู้ค่าของตัว R ก่อน แล้วถึงจะทำการวัด แต่การวัดด้วย มิเตอร์เข็ม ไม่ใช่ว่าเรา รู้ค่า R แล้ว รู้วิธิการตั้งค่ามิเตอร์แล้วจะทำการวัดได้เลย ต้องทำการเทียบสอบมิเตอร์เข็มก่อนทุกครั้งเพื่ออะไรหรือครับ ถ้าเราไม่ทำการเทียบสอบมิเตอร์เข็ม ก่อนทำการวัดจะทำให้เรา วัดค่า R เพี้ยนไปนะครับ แต่ถ้าเป็นมิเตอร์ดิจิตอล ก็ง่ายครับ ทีนี้เรามาดูวิธี " การเทียบสอบมิเตอร์เข็มกันก่อน "  

การเทียบสอบมิเตอร์เข็ม    
           การเทียบสอบมิเตอร์เข็ม นั้นสำคัญเหมือนกันนะครับ เพราะถ้าเราไม่เทียบสอบค่าที่เราวัดจะเพี้ยนหมด วิธีการเทียบสอบทำโดยการนำสายมิเตอร์ ดำ-แดงมาชนกัน แล้ว  ต้องให้ได้ค่า  0 โอห์ม (เข็มตีไปสุดด้านขวามือ)  ตัวปรับค่าแล้วทำให้อยู่ตำแหน่ง 0 โอห์ม  ต้องทำทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนค่ามิเตอร์ เช่นถ้าเราตั้ง X1 แล้วเราต้องการวัดที่ X10 ก็ต้องตั้งค่าทุกครั้ง  ลองทำตามเลยนะครับ แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าเรานำสายมิเตอร์ดำ-แดง มาแตะกันแล้ว สเกลที่เข็มตีไม่สุด อาจจะเกิดจาก ถ่านในมิเตอร์เอง หรืออาจจะเกิดจาก วงจรภายในของมิเตอร์มีปัญหา ( ถ้าให้ดีใช้มิเตอร์ แท้ น่าจะทนกว่า )  

ความรู้เพิ่มเติม!
            ถ้าเราวัดตัว R  แล้วได้ค่าตามวงจรก็ปกติครับ  แต่ถ้าเราวัดตัว R แล้ว มีค่ามากกว่าตามวงจร แสดงว่า R ตัวนั้น ยืดค่า หรือถ้าวัดแล้วไม่เกิดอะไรขึ้นแสดงว่า R ขาด ครับ เป็นไงบ้างครับ ยังงงอยู่หรือเปล่า  อย่าลืมตั้งค่ามิเตอร์ให้ถูกต้องนะครับ สำคัญมาก  ตัว R ดี ตั้งค่ามิเตอร์ผิดทำให้ งมเข็มได้นะครับ    

เทคนิค !      
                 ถ้าเราวัดตัว R แล้ว ค่าไม่ขึ้นอะไรเลย อย่างนี้เขาเรียกว่า R  ขาด ต้องเปลี่ยนสถานเดียว
                 ถ้าเราวัดตัว R แล้ว ค่าที่ได้สูงกว่าค่าของตัวมัน อย่างนี้เขาเรียกว่า R ยืดค่า ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน โดยปกติ R ที่ยืดค่านั้น จะมากกว่าประมาณ 2-3  เท่า


ตัวอย่างตัว R  
 ( อยู่ในวงจรของ 3100  เป็นตัว R306 มีค่าเท่ากับ 27 K )   ลองวัดตามนะครับ

   

ภาพจากโทรศัพท์จริงๆ
       

วิธีการวัด              


คำถาม  ตัว R ที่เห็นในภาพ เป็น R ที่มีค่า 27 K เราต้องตั้ง ค่ามิเตอร์เข็มที่เท่าไรครับ ถ้าตั้งค่าถูกแล้ว ก็เริ่มวัดเลยครับ
               แต่ถ้าเป็นมิเตอร์ดิจิตอลก็สามารถทำการวัดได้เลย  ตัว R ตัวนี้สามารถวัดในวงจรได้ครับ ไม่ต้องถอดมาวัดนอกวงจร
ความรู้เพิ่มเติม !
              มิเตอร์ นั้น สามารถแบ่งได้แบบนี้นะครับ  มิเตอร์เข็ม อันนี้เพื่อนๆรู้จักกันดี อันนี้ไม่ต้องอธิบายมากนะครับ มิเตอร์ดิจิตอล จริงๆแล้วมิเตอร์ดิจิตอล เป็นมิเตอร์ที่มีการวัดค่าได้แบบ ออโตคือ เราปรับค่ามิเตอร์ ไปที่การวัดค่าตัว R หรือ โหมดโอห์ม เมื่อเราทำการวัด โดยจิ้มสายมิเตอร์ทั้ง 2 เส้น ไปที่ตัว R ค่าที่ได้จะแสดงผลทันที  ต้องดูความสามารถของมิเตอร์ตัวเองก่อนนะครับว่า ความสามารถของ มิเตอร์ที่ใช้อยู่ สามารถวัดค่า R ได้ต่ำสุดเท่าไร สูงสุดเท่าไร (เช่นมิเตอร์ Unit t70B ) จะมีมิเตอร์ดิจิตอลอีกประเภทหนึ่ง ( พวกมิเตอร์ถูกๆ ) มิเตอร์พวกนี้ยังไม่ถือว่าเป็นมิเตอร์ดิจิตอลเหมือนแบบแรก ( ความเห็นของผมนะครับ ) เพราะมิเตอร์พวกนี้ มีการแสดงผลเป็นดิจิตอลจริง แต่เราต้องมาปรับสเกล เหมือน มิเตอร์เข็ม เพราะฉะนั้น มิเตอร์พวกนี้ ถือเป็นพวกเดียวกับมิเตอร์เข็ม แต่การแสดงผลต่างกันคือ มิเตอร์เข็มแสดงผลแบบ สเกล ,มิเตอร์ดิจิตอลแบบถูก มีการแสดงผลแบบดิจิตอล

ตัว C หรือตัวเก็บประจุ
( Condensor หรือ Capacitor)  คอนเดนเซอร์ หรือ คาพาซิเตอร์    
            ตัว C หรือเรียกชื่อเต็ม ๆ  คาปาซิเตอร์ หรือ คอนเดนเซอร์ แต่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า ตัว C  หน้าที่หลักๆของมันก็คือ ทำหน้าที่เก็บประจุไฟฟ้าและคายประจุไฟฟ้า (ปกติหน้าที่มีเยอะกว่านี้นะครับ)ไม่ต้องสนใจมากนะครับ ว่าภายในมันประกอบไปด้วยอะไร แค่ให้รู้หน้าที่และลักษณะการต่อก็พอแล้ว  ตัว C แบ่งออกได้แบบนี้นะครับ

1.ตัว C แบบไม่มีขั้ว สามารถสลับขั้วไปมาได้ จะไม่มีสัญลักษณ์อะไรให้เห็นบนตัว C  ตัว C แบบนี้จะมีอยู่มากที่สุดในวงจรโทรศัพท์มือถือ ค่าที่ตัวมันส่วนมากจะมีค่าที่น้อย  
2.ตัว C แบบมีขั้ว ไม่สามารถสลับขั้วได้ ยกขึ้นมาด้านไหน เวลาวางก็ต้องวางด้านนั้น  จะมีขั้วบวก ขั้วลบชัดเจน ส่วนมากจะมีสัญลักษณ์หรือจุดมาร์คบนตัวมันเลย ในวงจรจะเห็นได้น้อยครับ

หน่วยของมัน ก็คือ ฟารัด (F)  ไมโครฟารัด (uF)  นาโนฟารัด (nF)  และ พิโกฟารัด (pF) โดยสามารถแบ่งออกได้แบบนี้นะครับ ( หน่วยที่ใหญ่ที่สุดคือ ฟารัด แต่ไม่มีในวงจรของมือถือหรอกครับ )
             1000       พิโกฟารัด (pF)            เท่ากับ          1    นาโนฟารัด (nF)         ชุดนี้มีค่าน้อยมาก
             1000      นาโนฟารัด (nF)            เท่ากับ          1   ไมโครฟารัด (uF)
           1,000,000   ไมโครฟารัด (uF)        เท่ากับ         1   ฟารัด  ( F )  
   

กาวัดค่าตัว C
   

สามารถทำการวัดได้ 2 แบบ แต่ละแบบก็วัดได้ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องกังวลนะครับ วัดง่าย ( แต่จำไว้นะครับ ต้องวัดนอกวงจรเท่านั้น ) ขึ้นอยู่กับมิเตอร์ดิจิตอลด้วยนะครับ ว่ามิเตอร์ตัวนั้นวัดได้ ต่ำสุด สูงสุดเท่าไร
ถ้าใช้ดิจิตอลมิเตอร์วัด จะวัดได้เฉพาะค่าความจุของตัว C โดยจะบอกเป็นตัวเลขตามค่าของตัวมันเอง (แต่ต้องถอดออกมาวัดนอกบอร์ด)
ถ้าใช้มิเตอร์เข็มวัด  เราจะรู้ว่าตัว C มีการความสามารถที่จะเก็บและคายประจุได้ตามคุณสมบัติของตัวมันเอง โดยต้องถอดตัว C ออกมาวัดนอกบอร์ดหรือยกขาข้างใดข้างหนึ่งให้ลอยจากบอร์ดก่อน โดยการวัดเราจะต้องทำการวัดอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยการสลับสายมิเตอร์ ถ้าตัว C ที่มีสภาพดี เมื่อเราทำการวัดครั้งแรก เข็มมิเตอร์จะขึ้นแล้วลงสู่ที่เดิม เมื่อเราสลับสายมิเตอร์แล้ววัดอีกที เข็มมิเตอร์ก็จะขึ้นมากกว่าครั้งแรกแล้วกลับลงสู่ที่เดิม การวัดตัว C สามารถวัดกี่ครั้งก็ได้ เพราะคุณสมบัติของตัว C  มีการคายและเก็บประจุ หากไม่มีการคายประจุ(การคายประจุคือการทำให้ค่า ประจุในตัว C หมดไปโดยการ โหลด หรือทำให้ขั้วของตัว C ทั้ง 2 ข้างแตะถึงกันแต่ถ้าใช้มิเตอร์วัดจะไม่เป็นการคายประจุ) เพราะฉะนั้นเราสามารถใช้มิเตอร์วัดตัว C กี่ครั้งก็ได้       การวัดตัว C ที่ถูกต้องต้องตั้งค่าที่มิเตอร์ให้ถูกต้องด้วย  ก่อนการวัดถ้าเรารู้ค่ามิเตอร์ที่ต้องการวัดกับตัว C แล้ว ต้องมีการเทียบสอบมิเตอร์ทุกครั้ง โดยการนำปลายสายมิเตอร์ทั้ง   2 ด้านมาชนกัน ( ยังจำกันได้หรือเปล่าครับ )  

การอ่านค่าตัว C    ใช้หลักการเดียวกับการอ่านค่าตัว R นะครับ  ( ลืมหรือยังครับ ถ้าลืมย้อนกลับไปอ่านใหม่ครับ อย่าพึ่งอ่านต่อ )    
                 การอ่านค่าจะคล้ายๆกับ ตัว R ครับ  ปกติในวงจรโทรศัพท์จะมีตัว C ประเภทไม่มีขั้วอยู่เยอะ(แล้วก็จะไม่มีค่าบอกที่ตัวมันด้วย เนื่องจากตัวมันเล็ก) แต่ถ้าเป็นตัว C ที่ตัวใหญ่ขึ้นมาหน่อยเช่น ในวงจรของ 3310 (C575)จะมีค่าบอกที่ตัวของมันเอง คือ  686  ค่าที่อ่านได้คือ  68,000,000 พิโกฟารัด pF (ยังจำการแปลงค่าได้หรือเปล่าครับ) แปลงให้มันอ่านง่ายหน่อยก็คือ 68 ไมโครฟารัด uF ( 1 ไมโครฟารัด เท่ากับ 1 ล้านพิโกฟารัด)  
วิธีอ่านก็คือ 2ตัวหน้าคือ เลข 68  ส่วนตัวที่สาม ก็คือเลข 6 แทนจำนวน ศูนย์ 6 ตัว เช่น ถ้าค่าตัวC  คือ  201 ค่าที่อ่านได้ ก็คือ 200 พิโกฟารัด เลขสองตัวแรกคือ 20 เลขตัวที่สามคือ 1 ก็แทนศูนย์ 1 ตัว รวมกันแล้วก็ได้ 200 พอดีแต่จริงๆ แล้ว ให้อ่านจากค่าลายวงจรเลยง่ายที่สุดครับ (อธิบายมาตั้งนาน)  แต่ก็ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยจริงหรือเปล่าครับ


ถ้าวัดโดยใช้มิเตอร์เข็มวัด ต้องตั้งค่ามิเตอร์ที่เท่าไร    

      ถ้าตัว C มีค่าไม่เกิน         1000     พิโกฟารัด (PF)                      ตั้งมิเตอร์ที่          X10k
      ถ้าตัว C มีค่าตั้งแต่          1000      PF  ถึง  1UF                        ตั้งมิเตอร์ที่           X10k - X1K
      ถ้าตัว C มีค่าตั้งแต่            1   UF     ถึง  100 UF                       ตั้งมิเตอร์ที่           X1k - X100    
      ถ้าตัว C มีค่าตั้งแต่         100 UF   ถึง  1000  UF                        ตั้งมิเตอร์ที่           X100 - X10
      ถ้าตัว C มีค่าตั้งแต่         1000  UF    ขึ้นไป                               ตั้งมิเตอร์ที่           X10 - X1  

เทคนิค !  
            ภาษาที่เขาใช้เรียกกัน นะครับ  
          ตัว C แห้ง ก็คือ ค่าความจุในตัวของตัว C  ลดลง ประสิทธิภาพการทำงานก็ลดลงด้วย
          ตัว C รั่ว ก็คือ ภายในตัว C มีการเสื่อมสภาพจากภายใน ทำให้ แรงดันไฟที่ผ่านตัว C มีการไหลลงกราว เป็นบางส่วน ( เจอบ่อย )
          ตัว C ช๊อต ก็คือ ภายในตัว C เกิดการเสื่อมสภาพแบบใช้การไม่ได้แล้ว มีการช๊อตจากขา C ทั้ง 2 ด้าน หรือ ช๊อตจากบวกไปลบ 

ลักษณะการต่อของตัว C ภายในวงจรของโทรศัพท์มือถือ
 
            จำไว้ให้ดีนะครับ !   การ ต่อของตัว C ในวงจรโทรศัพท์มีแค่ 2 อย่างเท่านั้นเอง  เน้นนะครับ ว่าต้องจำให้ได้ สำคัญกับการเช็คลายวงจรและวิเคราะห์อาการของเครื่องที่เราจะ ซ่อม  

การต่อตัว C แบบฟิลเตอร์    ดูรูปประกอบนะครับ แล้วเริ่มดูจากจุดที่ 1 ถึง จุดที่ 3
 
ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 855x546 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...
   

     ตัว C ที่ต่อเป็นแบบ  ฟิลเตอร์   เพื่อกรองให้ไฟ DC เดินเรียบ   การ ต่อ C  ลักษณะนี้เป็นการต่อเพื่อกรองทำให้ไฟ DC เดินเรียบขึ้น การต่อแบบนี้มีขั้ว บวก  ขั้วลบ ชัดเจน โดยมากคนทั่วๆไปจะคิดว่า ตัว C เป็นตัวผ่านไฟ DC แต่จริงๆแล้วการทำงานของมันก็คือ ยอมให้ไฟผ่านได้ชั่วขณะตอนที่เก็บประจุเท่านั้น พอประจุเต็มไฟ DC ก็ไม่สามารถผ่านได้ แล้ว ต้องรอให้ตัวมันเองคายประจุก่อน ถึงจะยอมให้ไฟผ่านไม่ต้องจำก็ได้นะครับไม่สำคัญมากเท่าไร
สรุปได้ว่า ถ้าแหล่งจ่ายไฟมา 3 V แล้วผ่านตัว C (ฟิลเตอร์)แล้วตัว C เก็บประจุเต็ม ค่าที่ออกจากตัว C ก็จะเป็น 3 V  ไม่มีมากกว่าหรือน้อยกว่าแต่กระแสไฟจะเดินเรียบขึ้น   แต่ถ้าเราถอดตัว C นี้ออก ไฟที่ขั้วบวกก็ยังออกอยู่ แต่ไฟจะเดินไม่เรียบเท่ากับมีตัว C ต่ออยู่  



การต่อตัว C แบบคับปลิ้ง
  ( Coupling )  
  
              ถ้าตัว C ต่อแบบคับปลิ้ง การ ต่อลักษณะนี้ส่วนมากจะอยู่ในภาคสัญญาณ (การต่อแบบ คับปลิ้ง Coupling) การต่อแบบนี้จะไม่มีขั้วบวก ขั้วลบ (ตัวC แบบไม่มีขั้ว)ถ้าต่อแบบนี้คือการต่อ เพื่อส่งผ่านสัญญาน  แต่ไฟ DC  จะผ่านไม่ได้นะครับ (ต่างกับการต่อแบบฟิลเตอร์) สังเกตุง่ายๆ ครับ ถ้าการต่อแบบฟิลเตอร์ จะเป็นการต่อในลักษณะกรองกระแสไฟ ทำให้ไฟเดินเรียบขึ้นส่วน มากจะเกี่ยวข้องกับระบบไฟต่างๆ ภายในวงจรโทรศัพท์ แต่ถ้าต่อแบบ คับปลิ้ง จะเป็นการต่อเพื่อการถ่ายทอดสัญญาน หรือเชื่อมวงจรให้เข้าหากัน แต่ไฟ DC ผ่านไม่ได้นะครับ ส่วนมากอยู่ในภาคสัญญาน และที่เกี่ยวกับ ลำโพง ไมล์ เป็นต้น   ดูรูปภาพประกอบนะครับ    

ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 831x519 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...


บทสรุปของการต่อ C แบบต่างๆ  ( จำให้แม่นนะครับ ไม่ยากครับ )

การต่อตัว C แบบฟิลเตอร์    การต่อลักษณะนี้  ตัว C ด้านหนึ่งจะลงกราวเสมอ  สามารถยกออกได้ (แต่ไม่สมควรยกออก)  ต่อเพื่อกรองแรงดันและกระแสไฟให้เดินเรียบขึ้น  จำแค่นี้ก็พอแล้วครับ
การต่อตัว C แบบคับปลิ้ง   การ ต่อลักษณะนี้  ตัว C จะไม่มีด้านใดลงกราว  ไม่สามารถยกออกได้ ต่อเพื่อส่งผ่านสัญญาณและกรองสัญญาณไม่ให้ไฟผ่าน จำแค่นี้ก็พอแล้วครับ


ตัว L  หรือขดลวด
(COIL)  
                เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ตัวอื่น  ตัว L ทำหน้าที่เหนี่ยวนำหรือลดความเร็วของกระแสไฟฟ้า ( จำแค่ว่าลดความเร็วของกระแสก็พอแล้วครับ )   มีหน่วยเป็น เฮนรี่ แต่ถ้าอยู่ในวงจรของโทรศัพท์มือถือ ตัว L จะมีค่าน้อยกว่า เฮนรี่ ค่าของมันคือ มิลลิเฮนรี่หรือ Mh  ถ้าอยู่บนวงจรโทรศัพท์มือถือจะมีตัวใหญ่กว่าตัว R สีออกดำๆ ตัว L ส่วนมากถ้าอยู่ในวงจรโทรศัพท์จะอยู่ในส่วนที่เกี่ยวกับแรงดันไฟและกระแสไฟ ส่วนมากจะอยู่ต่อจาก แบตเตอรี่หรืออยู่ในวงจรชาร์จ แต่ก็มีอยู่ในภาคสัญญาณด้วย  


การวัดค่าตัว L    
               การ วัดค่าตัว L เลยต้องมีมิเตอร์สำหรับวัดค่าตัว L แต่เราไม่จำเป็นต้องไปรู้ค่าของมันหรอกครับ ไม่มีผลกับการซ่อมโทรศัพท์เท่าไร การวัดค่าตัว L เราวัดแค่ว่าตัว L มันขาดหรือไม่ก็เท่านั้เอง โดยใช้มิเตอร์ธรรมดาวัดก็ได้เหมือนกัน โดยการวัดถ้าเป็นมิเตอร์เข็มก็ตั้งค่าไปที่ X1  (อย่าลืมทำการเทียบสอบก่อนนะครับ ) แล้ว ก็ทำการลองวัดได้เลย ถ้าวัดด้วยมิเตอร์เข็มแล้ว ได้ค่าสเกลตรงกับที่เราเทียบสอบมิเตอร์ ก็แสดงว่าตัว L ไม่ขาด ใช้งานได้ปกติ ส่วนมิเตอร์ดิจิตอลก็ปรับไปที่ การวัดค่าความต้านทานต่อเนื่องหรือโหมดเสียง ( มิเตอร์เข็มห้ามใช้โหมดเสียงนะครับ ) แล้วก็ทำการวัดได้เลย ทำการวัดโดยการ แตะสายดำแดงไปที่ขั้วของตัว L สลับไปมาได้ ถ้ามีเสียงก็แสดงว่า ตัว L ไม่ขาดใช้งานได้ปกติ   การวัดตัว L  ถ้าวัดเพื่อให้ดูว่าขาดหรือไม่ สามารถวัดในวงจรได้เลยครับ ไม่ยาก


ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 755x541 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...
ความคิดเห็นที่ 0
อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีครับ
เอก email
(28/12/2550 14:47:15) IP. 117.47.67.xxx
ความคิดเห็นที่ 1
อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีครับ
เอก email
(28/12/2550 15:01:43) IP. 117.47.67.xxx
ความคิดเห็นที่ 2
ดีๆๆๆๆๆ
email
(09/01/2551 14:56:07) IP. 61.19.67.xxx
ความคิดเห็นที่ 3
สรุปเก่งจัง เข้สใจง่ายดี
ราฟา email
(25/06/2551 20:30:53) IP. 118.173.175.xx
ความคิดเห็นที่ 4
บริการรับทำเว็บไซต์ เว็บไซต์ส่วนตัว เว็บบริษัท เว็บร้านค้า เว็บขายสินค้า โปรโมชั่นพิเศษเพียงแค่ 3,600 บาท ฟรีโดเมนเนม ฟรีเว็บโฮสติ้งตลอดอายุการใช้งาน ติดต่อที่ 108studio.com หรือที่เบอร์ 02-934-9081
zip email
(30/06/2551 17:57:52) IP. 124.120.180.xx
ความคิดเห็นที่ 5
บริการรับทำเว็บไซต์ เว็บไซต์ส่วนตัว เว็บบริษัท เว็บร้านค้า เว็บขายสินค้า โปรโมชั่นพิเศษเพียงแค่ 3,600 บาท ฟรีโดเมนเนม ฟรีเว็บโฮสติ้งตลอดอายุการใช้งาน ติดต่อที่ 108studio.com หรือที่เบอร์ 02-934-9081
zip email
(15/07/2551 13:29:22) IP. 124.120.178.xx
ความคิดเห็นที่ 6
เยี่ยมเลยครับ มือใหม่ยังพอเข้าใจเลยครับ ขอบคุณครับ
mjmaster email
(24/09/2551 09:17:08) IP. 124.157.230.xx
ความคิดเห็นที่ 7
เยี่ยมครับพี่โอ๊ค
โต้ง คอนถม email
(28/10/2551 20:33:11) IP. 222.123.32.xx
ความคิดเห็นที่ 8
ขอบใจที่ให้ลอกนะพี่โอ๊ค
มิ้นท์ email
(07/11/2551 10:23:58) IP. 119.42.76.xx
Total: 9:               
 
    


บริการของร้านค้า
หน้าแรก
สินค้า
เกี่ยวกับเรา
บทความ
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน