ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ


สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 29/10/2550
ปรับปรุงเวบเมื่อ 18/06/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 970
33740100332526


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (970)
วิธีแกะถอดประกอบมือถือ
ฟิล์มกันรอยแบบพิเศษ
อุปกรณ์เสริม iPhone/iPad/iPod
อุปกรณ์เสริม Smartphone
เครื่องมือแกะถอดโทรศัพท์
อะไหล่ไอโฟน iPhone 4
อะไหล่ไอโฟน iPhone 4S
อะไหล่ไอโฟน iPhone 5
อะไหล่ไอโฟน iPhone 5S
อะไหล่ไอโฟน iPhone 5C
อะไหล่ไอโฟน iPhone SE
อะไหล่ไอโฟน iPhone 6
อะไหล่ไอโฟน iPhone 6 Plus
อะไหล่ไอโฟน iPhone6s
อะไหล่ไอโฟน iPhone6s Plus
อะไหล่ไอโฟน iPhone7
อะไหล่ไอโฟน iPhone7 Plus
อะไหล่ไอโฟน iPhone8
อะไหล่ไอโฟน iPhone8 Plus
อะไหล่ไอโฟน iPhoneX
อะไหล่ iPad Air 1
อะไหล่ iPad Air 2
อะไหล่ iPad mini 1
อะไหล่ iPad Mini 2
อะไหล่ iPad Mini 3
อะไหล่ไอแพด iPad 2
อะไหล่ New iPad 3
อะไหล่ NewiPad 4
อะไหล่ไอพอด Gen 5
เครื่องมือช่างพิเศษ
อุปกรณ์ซ่อมโทรศัพท์
หัวแร้ง Soldering iron
เครื่องเป่าลมร้อน Hotair
ซัพพลาย+สายซัพพลาย
มิเตอร์+สายมิเตอร์
หม้อล้างบอร์ด Ultrasonic
ไขควง Screwdriver
แหนบ Tweezers
แผ่นเพลท
แท่นวางหัวแร้ง+ที่ใส่ตะกั่ว
โคมไฟ+แว่นขยาย
ตะกั่วเส้น+ตะกั่วเหลว
ฟลัก+น้ำยา+สเปรย์
ปลายหัวแร้ง+ใส้หัวเป่า
เบอร์ศูนย์บริการโทรศัพท์
เงือนไขการรับประกันสินค้า



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ











บทความ
หลักการทำงานของภาควิทยุ Radio Frequency ในโทรศัพท์โนเกีย (ภาคที่ 1) (อ่าน 8361/ตอบ 0)
หลักการทำงานของภาควิทยุแบบง่าย ทั้งภาครับและภาคส่งของเครื่องตระกูล NOKIA
       
บทที่ 1  เงื่อนไขการทำงานในภาควิทยุของโทรศัพท์มือถือ Nokia

1.การขยายเสียง
                ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจของคลื่นวิทยุกันก่อนว่าทำไมเราถึงจะต้องใช้ คลื่นวิทยุในวงจรของโทรศัพท์ โดยปกติถ้าเราคุยกัน  2 คน ก็จะได้ยินกันแค่  2 คน และก็ได้ยินใกล้ๆด้วย (ถ้าไม่ตะโกน)อาจจะมีคนรอบข้างได้ยินบ้างแต่ก็ไม่ชัดเจน แต่ถ้าสมมุติว่าเราต้องการให้คนที่อยู่ไกลออกไปได้ยินด้วยเราจะทำอย่างไร เราก็ต้องทำการขยายเสียงก่อน โดยวิธีการขยายเสียงก็มีหลายแบบทั้งแบบตะโกน นี่ก็ถือเป็นการขยายเสียงวิธีหนึ่ง แต่ถ้าเราอยากให้คนที่อยู่ไกลออกไปอีกได้ยินชัดขึ้น  เราก็จะต้องทำการขยายเสียงโดยใช้ วงจรขยายเสียง โดยอาจจะใช้ตัวขยายเสียงอะไรก็ได้ เช่น  แอมป์ เป็นต้น เมื่อเสียงผ่านวงจรขยายเสียงแล้ว เสียงก็จะได้ยินไปไกลขึ้นนั่นเอง  เงื่อนไขนี้เรียกว่า “ ต้องมีการขยายเสียง “   

2.การผสมสัญญาณเสียงกับสัญญาณวิทยุ
                ปกติเสียงที่เราพูดหรือได้ยินนั้นจะเป็นในรูปแบบของคลื่นสัญญาณ อนาลอก คลื่นสัญญาณอนาลอกนั้นไม่สามารถที่จะส่งสัญญาณไปได้ไกล แต่เมื่อเราเริ่มกระบวนการขยายเสียงแล้วก็จะได้ยินไปได้ไกลขึ้น แต่ถ้าเราต้องการที่จะส่งสัญญาณเสียงหรือสัญญาณอนาลอก ให้สามารถไปได้ไกลขึ้นอีกเราจะทำอย่างไร การขยายสัญญาณอย่างเดียวคงไม่พอหรืออาจทำได้แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงมาก มันมีอีกวิธีหนึ่งที่จะนำสัญญาณเสียงนั้นไปให้ไกลมากกว่าเก่า สมมุติว่า เราต้องการให้คนที่อยู่ไกลออกไปสัก 100  กิโลเมตร ได้ยินสัญญาณเสียงที่เราพูดลำพังเราทำการขยายเสียงอย่างเดียวคงจะไม่พอ เพราะฉะนั้น เราจึงต้อง มีการผสมสัญญาณเสียงกับสัญญาณวิทยุ  เพราะสัญญาณวิทยุเป็นสัญญาณที่เรา สามารถส่งไปไกลเท่าไรก็ได้ตามที่เราต้องการ  เมื่อเราทำการนำสัญญาณเสียงที่เป็นสัญญาณอนาลอกมาทำการผสมกับสัญญาณวิทยุ แล้ว  ก็จะทำให้เสียงที่เราพูดนั้น มีคนที่อยู่ไกลออกไป สามารถได้ยินเสียงอย่างชัดเจน  เงื่อนไขนี้เรียกว่า “ การผสมสัญญาณ “ หรือ การ MOD ( Modulator )
 
3.วงจรผลิตความถี่วิทยุ ( เพื่อจะนำสัญญาณวิทยุไปผสมกับสัญญาณอนาลอก )
                ปกติความถี่วิทยุนั้น  เราสามารถกำหนดความถี่วิทยุขึ้นมาเองได้   โดยความถี่ที่ได้จะต้องมีตัวกำเนิดความถี่ก่อน  ซึ่งตัวกำเนิดความถี่นั้นเรียกว่า  OSC หรือ Oscillator ตัว OSC เป็นวงจรผลิตความถี่ประเภทหนึ่ง  ถ้าอยู่ในวงจรของโทรศัพท์ ก็คือตัว VCO ตัว VCO ของวงจรโทรศัพท์นั้น จะผลิตความถี่อยู่ที่ประมาณ  3 พันกว่า Mhz  เมื่อเรามีสร้างความถี่วิทยุขึ้นมาแล้ว  ก็จะนำความถี่นั้น ไปผสมกับสัญญาณเสียงที่เราพูดหรือ สัญญาญอนาลอก ( แต่ไม่ได้นำความถี่  3 พันกว่า Mhz มาผสมเลยนะครับ ต้องมีการปรับแต่งก่อน) สรุปว่าเงื่อนไขนี้ก็คือ “ ต้องมีตัวผลิตความถี่ “     


  เบื้องต้นของภาควิทยุแบบง่ายก็มีแค่นี้ครับ คือต้องมีการนำทั้ง 3  อย่างมาประกอบกันก่อน เราถึงจะสามารถพูดแล้วมีคนไกลออกเป็น ร้อยๆ กิโลหรือมากกว่านั้นที่จะได้ยินเสียงที่เราพูดผมสรุปได้แบบนี้นะครับ
  สัญญาณภาคส่ง
1.   สัญญาณเสียงที่เราพูด หรือ สัญญาณอนาลอก ( พูดผ่านไมค์ )
2.   การขยายสัญญาณเสียงให้แรงขึ้น
3.   ต้องมีตัวผลิตความถี่
4.   ต้องมีการผสมสัญญาณเสียงและสัญญาณวิทยุเข้าด้วยกันหรือเรียกการ Mod (Modurator)         
           
ที นี้เรามาดูในส่วนของภาครับกันบ้าง  ในส่วนของสัญญาณภาครับนั้นมีส่วนประกอบเหมือนกับในภาคส่งเลย แต่ต่างกัน อยู่ 1 ส่วนครับ ก็คือ เปลี่ยนจาก การผสมสัญญาณเสียงกับสัญญาณวิทยุเป็น
การหักล้างหรือถอดสัญญาณ  DEMOD (Demodulator)
                                     
  สัญญาณภาครับ 
1. สัญญาณเสียงที่เราได้ยิน   ( ฟังเสียงผ่านลำโพง )
2. การขยายสัญญาณเสียงให้แรงขึ้น
3. ต้องมีตัวผลิตความถี่
4. ต้องมีการถอดหรือหักล้างสัญญาณวิทยุ DEMOD  ( Demodulator) 
 
                 การ Demod คือการหักล้างสัญญาณวิทยุออกจากสัญญาณอนาลอก  หักล้างเพื่ออะไรหรือครับ ที่ต้องมีการหักล้างก็เพราะว่าเสียงที่เราได้ยินนั้นจะเป็นสัญญาณอนาลอกเท่า นั้นสัญญาณวิทยุเป็นสัญญาณความถี่สูง เมื่อตอนที่อยู่ในภาคส่งสัญญาณวิทยุจะถูกผสมกับสัญญาณอนาลอกเพื่อส่งออก อากาศ เมื่อสัญญาณทั้งสองถูกออกอากาศแล้ว สัญญาณทั้ง 2 ตัว จะออกจากเสาอากาศมาพร้อมกัน  เมื่อถึงตอนที่เราเป็นฝั่งรับสัญญาณนั้น สัญญาณทั้ง 2 ตัว จะถูกแยกออกจากกัน โดยจะมีตัว วงจร OSC ซึ่งเป็นวงจรผลิตความถี่วิทยุ ซึ่งเมื่อวงจร OSC ผลิตความถี่แล้ว ความถี่ตัวนี้ จะถูก การ Demod  หรือหักล้างสัญญาณวิทยุออกจากระบบเพื่อให้เหลือแต่สัญญาณอนาลอก  เมื่อได้สัญญาณอนาลอกแล้วก็จะมีการขยายสัญญาณให้แรงขึ้น แล้วส่งตรงออกสู่ ลำโพง  ให้เราได้ยินนั่นเอง   

สูตร!  แบบง่ายของภาคส่งจะได้สูตรแบบนี้ครับ 
               
                สัญญาณวิทยุ+สัญญาณอนาลอก+การขยายสัญญาณ=สัญญาณภาคส่ง (AF+RF)  โดยมีเงื่อนไขคือ การผสมสัญญาณหรือการ MOD

สูตร!  แบบง่ายของภาครับจะได้สูตรแบบนี้ครับ
 
                สัญญาณที่ถูกส่งมา(AF+RF)-สัญญาณวิทยุ+การขยายสัญญาณ = สัญญาณภาครับ (AF)  โดยมีเงื่อนไขคือ การหักล้างสัญญาณหรือการ DEMOD

         เมื่อเราทราบเงื่อนไขคร่าวๆของสัญญาณวิทยุในโทรศัพท์มือถือแล้วว่ามันต้อง การอะไรบ้าง ทั้งในส่วนของภาครับและภาคส่ง ทั้ง 2 ภาคจะต่างกันแค่จุดเดียวก็คือการ Mod และการ Demod
(ลองทำความเข้าใจในส่วนนี้ให้ดีก่อนนะครับ แล้วลองอ่านในหัวข้อต่อไปนะครับ)   

บทที่ 2 เรียนรู้เรื่องเครือข่ายในโทรศัพท์มือถือ

           ผมขอยกตัวอย่างของโทรศัพท์มือถือรุ่นยอดนิยมของโนเกียคือเครื่องรุ่น N72 N70  นะครับ แต่จะไม่พูดถึงในส่วนของภาคสัญญาณที่เป็น WCDMA นะครับ จะกล่าวถึงแต่ในส่วนของเครือข่าย GSM เท่านั้น เครือข่ายโทรศัพท์ในบ้านเรานั้นจะใช้เครือข่ายที่เป็นระบบ GSM เท่านั้น (CDMA ก็เป็นอีกเครือข่ายหนึ่งที่ไม่เหมือนกับเครือข่าย GSM) เครือข่าย GSM นั้นจะเป็นเครือข่ายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในบ้านเราและภายในเครือข่าย GSM นั้นก็จะแบ่งย่อยออกไปอีก โดยที่จะแบ่งตามช่องสัญญาณความถี่ เช่น ช่องสัญญาณ 900  1800  1900 เป็นต้น โดยแต่ละช่องสัญญาณนั้นจะมีผู้ให้บริการหรือโอเปอร์เรเตอร์จัดการช่องสัญญาณ นั้น โดยจะเช่าช่องสัญญาณจากรัฐบาลอีกที ระยะเวลากี่ปีก็แล้วแต่ เช่น

ช่องสัญญาณ   900 ผู้ให้บริการก็คือ AIS  (ครองตลาดเจ้าเดียว)
ช่องสัญญาณ 1800 ผู้ให้บริการก็คือ DTAC , TRUE , GSM 1800  (ช่องสัญญาณกว้างทำให้มีผู้ให้บริการมากตามไปด้วย)
ช่องสัญญาณ 1900 ผู้ให้บริการก็คือ Thai Mobile  (น่าจะเลิกให้บริการไปแล้ว) 

            ช่องสัญญาณที่กล่าวมาเป็นเครือข่ายของระบบ GSM ทั้งหมดนะครับ แต่ต่างกันตรงช่องสัญญาณเท่านั้นที่นี้เรามาดูกันก่อนนะครับ ว่าเครื่องโทรศัพท์ของเรานั้นสามารถรองรับช่องสัญญาณได้กี่ช่องสัญญาณ เพื่อนๆที่ขายโทรศัพท์กันอยู่น่าจะรู้ดีนะครับ โดยปกติโทรศัพท์ที่เค้าผลิตออกมานั้น เค้าจะผลิตจากเครือข่ายที่ประเทศนั้นๆ ใช้อยู่ เช่นเมืองไทยมีช่องสัญญาณที่เป็นระบบ GSM อยู่  3 ช่องสัญญาณคือ 900  1800   1900  เครื่องที่นำมาขายในเมืองไทยก็น่าจะรับได้ทั้ง 3 ช่องสัญญาณหรือรับได้ 2 ช่องสัญญาณเป็นต้น โดยจะแบ่งเป็นแบบนี้นะครับ

1.โทรศัพท์ที่รับได้ช่องสัญญาณเดียว เค้าเรียกว่า Single Band (สมัยนี้ไม่น่าจะมีแล้ว) ถ้าใครจำได้เมื่อประมาณ 8 ปีก่อนจะมีโทรศัพท์ที่ออกมาของโนเกียคือรุ่น 5110 ซึ่งเป็นรุ่นที่ขายดีในสมัยนั้น โทรศัพท์รุ่นนี้เป็นแบบ Single Band คือสามารถจะรับได้แค่ช่องสัญญาณเดียวคือช่องสัญญาณ 900 เท่านั้น ถ้านำ Simcard ที่เป็นระบบ 1800 มาใส่จะไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากเป็นคนละช่องสัญญาณกัน เพราะฉะนั้นเครื่องโนเกีย 5110 นั้นจะใส่ซิมการ์ดได้แค่ช่องสัญญาณหรือระบบเดียวคือ Simcard ที่เป็นของผู้ให้บริการ AIS หรือ 1-2 call เท่านั้น ไม่สามารถแก้ให้ใส่ Simcard ของระบบอื่นได้

2. โทรศัพท์ที่รับได้ 2 ช่องสัญญาณ เค้าเรียกว่า Dual Band เงื่อนไขก็บอกอยู่แล้วนะครับว่ารับได้ 2 ช่องสัญญาณ อาจจะรับได้ 2 ช่องสัญญาณแต่อาจจะคนละความถี่กันก็ได้ เช่น เครื่องโทรศัพท์รุ่นที่เค้าผลิตตัวเครื่องมาเพื่อรองรับช่องสัญญาณที่ 900 และ 1800 เครื่องรุ่นนี้ก็จะสามารถใส่ Simcard ได้ทั้งหมด 4 ผู้ให้บริการ คือ AIS (900) DATC (1800) TRUE (1800) GSM 1800 (1800) แต่ถ้าเครื่องที่ผลิตออกมาเพื่อรองรับช่องสัญญาณที่ 900 และ 1900 เครื่องรุ่นนี้ก็จะสามารถใส่ Simcard ได้ 2 ผู้ให้บริการ คือ AIS (900) Thaimobile (1900) เท่านั้น พอเข้าใจนะครับ ลองหาดูจากเครื่องตัวเองก็ได้นะครับ

3. โทรศัพท์ที่รับได้ 3 ช่องสัญญาณ เค้าเรียกว่า Tri Band โทรศัพท์ที่เป็น Tri Band นั้นตอนนี้ค่อนข้างออกมาเยอะมาก แต่เวลาที่ค้นหาเครือข่ายในเครื่องอาจจะเจอแค่ 4 ผู้ให้บริการ เพราะช่องสัญญาณ 1900 น่าจะเลิกจากระบบ GSM ในเมืองไทยไปแล้ว ผมลองยกตัวอย่างแบบนี้นะครับ สมมุติว่าผู้ให้บริการ 1900 ยังเปิดใช้อยู่ (Thaimobile) เครื่องโทรศัพท์รุ่นนี้ก็จะสามารถค้นหาเครือข่ายเจอผู้ให้บริการทั้งหมด 5 ผู้ให้บริการ คือ AIS (900) DTAC  TRUE  GSM1800 (1800)  Thaimobile (1900) ถ้าเราทำการค้นหาผู้ให้บริการเจอหมดแสดงว่าเครื่องโทรศัพท์ตัวนี้มีการทำงาน ของภาครับที่สมบูรณ์ครับ  (เดี๋ยวอธิบายในหัวข้อต่อไป)   

4. โทรศัพท์ที่รับได้ 4 ช่องสัญญาณ เค้าเรียกว่า Quad Band โทรศัพท์ที่เป็น Quad Band นั้นอาจจะมีในบ้านเราหลายรุ่นด้วยกัน เครื่องที่เป็น Quad Band นั้นเวลาเราทำการค้นหาเครือข่ายในตัวเครื่องอาจจะเจอผู้ให้บริการเหมือนกับ Tri Band (ถ้าค้นหาในเมืองไทย) เพราะช่องสัญญาณที่เพิ่มจาก 3 ช่องเป็น 4 ช่องนั้นช่องที่เพิ่มมานั้นอาจจะเป็นช่องสัญญาณ 850 (ในอเมริกายังใช้อยู่) ซึ่งในเมืองไทยของเราจะไม่มีช่องสัญญาณนี้ เพราะฉะนั้นเวลาหาเครือข่ายจะเจอเหมือนกับ Tri Band ทุกประการครับ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าโทรศัพท์เรานั้น ภาครับภาคส่งทำงานได้สมบูรณ์หรือไม่ 
                 โทรศัพท์มือถือนั้นจะมีทั้งในส่วนของภาครับและในส่วนของภาคส่ง แต่ก่อนที่เราจะลงมือซ่อมโทรศัพท์นั้น เราต้องทำการตรวจเช็คก่อนว่าเครื่องโทรศัพท์นั้นเสียในส่วนของภาคไหน เพราะถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เวลาเราซ่อมโทรศัพท์อาการที่ไม่มีสัญญาณอาจจะทำให้ซ่อมผิดจุดก็ได้ เช่น เครื่องโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณเป็นที่ภาครับหาเครือข่ายไม่เจอ แต่เวลาซ่อมเราไปซ่อมในส่วนของภาคส่งแทนเช่น เปลี่ยน PA เป็นต้น (เครื่องโนเกียเกือบทุกรุ่นตัว PA จะเป็นภาคส่ง แต่ก็มีเครื่องโนเกียอีกหลายรุ่นที่ PA เป็นภาครับด้วยเหมือนกัน) เครื่องโทรศัพท์ทุกรุ่นที่มีในโลกนั้น การทำงานในส่วนของภาคสัญญาณจะทำงานคล้ายๆกันหมด คือจะต้องมีภาครับและภาคส่ง เครื่องตัวไหนภาครับไม่ดีหรือไม่สมบูรณ์อาจจะส่งผลให้ภาคส่งทำงานไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นก่อนที่จะซ่อมอาการไม่มีสัญญาณ ควรจะเริ่มต้นตรวจเช็คเบื้องต้นจากภาครับก่อน ถ้าภาครับสมบูรณ์ แต่ยังไม่มีสัญญาณอีกก็จะเป็นที่ภาคส่งแน่นอน ถ้าเรารู้เงื่อนไขตรงนี้เวลาก่อนที่เราจะลงมือซ่อมจะทำให้เราซ่อมได้ตรงจุด ยิ่งขึ้น โอกาสเก็บเงินลูกค้าก็จะมากขึ้นด้วย

1.การตรวจเช็คภาครับนั้นสามารถตรวจเช็คได้จาก "การค้นหาเครือข่าย" โดยค้นหาจากเมนูตั้งค่าของเครื่องโนเกีย โดยเข้าไปที่เมนู "ตั้งค่า"---"ตั้งค่าโทรศัพท์"---"เลือกผู้ให้บริการ"---"เลือกเอง" รอสักครู่นะครับ เครื่องจะทำการค้นหาผู้ให้บริการ (ถ้าเครื่องสมบูรณ์จะเจอผู้ให้บริการทั้งหมด 4 ผู้ให้บริการ AIS  DTAC  TRUE  GSM1800 ยังจำได้มั๊ยครับ) ถ้าค้นหาเจอหมดทุกผู้ให้บริการแสดงว่าเครื่องโทรศัพท์ตัวนี้ ภาครับสมบูรณ์ครับ แต่ถ้าไม่เจอก็แสดงว่าเครื่องมีปัญหาที่ภาครับ ให้เราทำการตรวจเช็คก่อน (ในบทต่อๆไปครับ) แต่ถ้าเจอแต่เจอไม่หมด เช่นเครื่องเป็น Dual Band หาเจอแค่ช่องสัญญาณ 900 โดยเจอแต่ AIS แบบนี้ก็แสดงว่าภาครับไม่สมบูรณ์ แต่อาจจะไม่เสียทั้งระบบ เพราะหา 900 เจอ แต่หาช่องสัญญาณ 1800 ไม่เจอ เวลาเราซ่อมเราก็ซ่อมในส่วนของช่องสัญญาณ 1800 การวิเคราะห์อาการก่อนลงมือซ่อมก็จะแคบลง อาการที่หาเครือข่ายเจอแต่เจอไม่ครบ อาการนี้ส่วนมากเป็นที่ เสาสัญญาณและตัวแอทเทนน่าสวิชย์ครับ (บทต่อๆไป)

2.การตรวจเช็คภาคส่งนั้นสามารถตรวจเช็คได้จาก " รูปสัญญาณที่ขึ้นอยู่ด้านหน้าของจอแสดงผลโทรศัพท์" รูปแท่งสัญญาณที่ขึ้นอยู่หน้าจอโทรศัพท์นั่นแหละครับ คือการตรวจเช็คภาคส่งโดยดูจากแท่งสัญญาณว่าเต็มหรือเปล่า ไม่จำเป็นเหมือนกันที่แท่งสัญญาณเต็มแล้วภาคส่งจะสมบูรณ์ บางครั้งแท่งสัญญาณเต็มเลยแต่โทรไม่ออก ก็เจอบ่อย (เป็นที่ PA มากที่สุด) หรือบางครั้งแท่งสัญญาณมีไม่กี่ขีด อาจจะมีแค่ 2 ขีด แบบนี้ก็แสดงว่าภาคส่งไม่สมบูรณ์ (เป็นที่แอทเทนน่าซะส่วนใหญ่) การตรวจเช็คภาคส่งก็ไม่มีอะไรมากครับ ดูได้จากแท่งสัญญาณเลยครับ ง่ายที่สุด แต่เดี๋ยวก่อนครับ การที่เราจะตรวจเช็คภาคส่งนั้น เราต้องอยู่ในพื้นที่เสาสัญญาณหรือ BTS ครอบคลุมด้วยนะครับและต้องไม่ห่างจากเสา BTS มากเกินไปด้วย เพราะถ้าเราอยู่ห่างเสา BTS เท่าไรรูปแท่งสัญญาณก็จะน้อยลงตามความใกล้ไกลระหว่างตัวเครื่องโทรศัพท์กับ เสา BTS (แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าจะเจอเยอะครับ) อาจจะทำให้เราสับสนได้ คงไม่มีร้านไหนไปเปิดร้านซ่อมในเขานะครับ  razz ที่นี้เราเริ่มต้นมาแล้ว 2 บทน่าจะพอเข้าใจอะไรบ้างแล้วนะครับ ที่นี้มาดูบทต่อไปเลยครับ


บทที่ 3  อุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับภาคสัญญาณ (บทนี้อาจจะยาวหน่อยนะครับ)
             การเรียนรู้เรื่องอุปกรณ์หรือไอซีต่างๆบนแผงวงจรโทรศัพท์นั้นค่อนข้างสำคัญ เหมือนกันนะครับ เพราะถ้าเรารู้โครงสร้างภายใน ระบบการทำงาน เงื่อนไขการทำงานต่างๆ แบบเข้าใจก็จะสามารถทำการวิเคราะห์อาการของภาคสัญญาณได้ไม่ยากเย็นมากนะครับ ลองดูนะครับอ่านช้าๆแล้วทำความเข้าใจกับมัน เริ่มที่ตัวแรกเลยนะครับ ผมอ้างอิงจากเครื่องโนเกีย N70 N72 นะครับ

1. ไอซีที่จ่ายไฟให้กับชุดภาคสัญญาณหรือ Power IC หรือ RETU
                 ไอซี Retu ในเครื่อง N70 หรือเครื่องโนเกีย BB5 รุ่นอื่นๆ ตัว Retu นั้นทำงานเกี่ยวกับระบบการจ่ายไฟให้กับไอซีตัวอื่นๆ ทั้งในส่วนของภาค BaseBand (ภาคเปิดปิดของเครื่อง)และในส่วนของภาคสัญญาณหรือภาควิทยุ (Radio Frequency) ผมไม่อธิบายในส่วนของการจ่ายไฟในภาค BaseBand นะครับ แต่จะอธิบายในส่วนของภาคสัญญาณอย่างเดียว ตัว Retu นั้นจ่ายไฟให้กับ IC ในภาคสัญญาณอยู่หลายตัว เช่น Hinku  Vinku  RAP3G  และตัว VCTCXO เป็นต้นและยังจ่ายสัญญาณคำสั่งอื่นๆอีกด้วย เช่น AFC  TXC  เป็นต้น ในภาคสัญญาณนั้นตัว Retu ไม่ได้เป็นตัวจ่ายไฟให้กับชุดภาคสัญญาณตัวเดียว แต่จะมี IC ตัวอื่นๆด้วยที่ทำหน้าที่คล้ายๆกับ Retu ด้วย (Hinku,Vinku ในหัวข้อต่อไป) ที่นี้มาดูกันนะครับว่า Retu จ่ายไฟและสัญญาณคำสั่งอะไรบ้าง จ่ายให้ไอซีตัวไหนและจ่ายไฟให้กับวงจรภายในอะไรบ้าง

1.1 ไฟ VIO แรงดันไฟ 1.8 V ไฟ VIO นั้นออกจากตัว Retu จ่ายให้กับหลายวงจรในโทรศัพท์แต่ในส่วนของภาคสัญญาณนั้นจ่ายให้กับวงจร Digital ภายในตัว Rap3G ไฟตัวนี้ส่วนมากต้องออกอยู่แล้วเพราะว่าถ้าไม่ออกตั้งแต่ต้น เครื่องตัวนี้ก็จะเปิดไม่ติด ไม่ต้องจำก็ได้นะครับ hitwall  เวลาวัดไฟตัวนี้สามารถวัดได้เลยนะครับ โดยที่ไม่ต้องเปิดโปรแกรมฟินิกส์ (Phoenix) หรือไม่ต้องใส่ Simcard (เดี๋ยวอธิบายต่อนะครับว่าทำไมต้องใช้โปรแกรมฟินิกส์และทำไมต้องใส่ Simcard เวลาวัดแรงดันไฟและคำสั่งสัญญาณต่างๆในภาคสัญญาณ)

1.2 ไฟ VR 1 หรือไฟ VXO หรือไฟ VDIG แรงดันไฟ 2.5 V จ่ายให้กับตัว CLK 38.4 Mhz หรือตัว VCTCXO (อธิบายในหัวข้อต่อไป ว่าตัว VCTCXO ทำหน้าที่อะไรในภาคสัญญาณ) ทำไมไฟเส้นนี้มีหลายชื่อจัง ( ออกจาก Retu ใช้ชื่อไฟ VR 1)--------(วิ่งมากลางทางก่อนเข้า CLK 38.4 ใช้ชื่อไฟ VXO )---------(พอถึงขาของ CLK 38.4 ใช้ชื่อ VDIG ) งงเหมือนกันครับ แต่ไม่เป็นไรครับ ใช้ชื่อไหนก็ได้ครับ ไฟ VR 1 นั้นนอกจากเลี้ยงตัว CLK 38.4 Mhz แล้วยังถูกส่งไปเลี้ยงวงจร Buffer (วงจรขยายและปรับแต่งสัญญาณ) ภายในไอซี Hinku และ Vinku ด้วย ไฟตัวนี้สามารถทำการวัดได้เลยครับ โดยที่ไม่ต้องต่อโปรแกรมฟินิกส์   

1.3 ไฟ VRCP 1  หรือไฟ VCP 1 แรงดันไฟ 4.75 V  ใช้ชื่อไม่เหมือนกันอีกแล้ว (ออกจาก Retu ใช้ชื่อไฟ VRCP 1)--------(วิ่งเข้าตัว Hinku ใช้ชื่อไฟ VCP 1) ไฟตัวนี้ถูกผลิตออกมาจากไอซี Retu โดยออกมาจากขา A10 แล้ววิ่งตรงไปเข้าไอซี Hinku ที่ขา E 2 แรงดันไฟ 4.75 V ตัวนี้สามารถทำการวัดได้ แต่ต้องเชื่อมต่อตัวเครื่องโทรศัพท์กับโปรแกรมฟินิกส์ก่อน ถึงจะทำการวัดได้ ไฟ VRCP 1 นั้นถูกส่งเข้าไปภายในวงจรๆหนึ่งของตัวไอซี Hinku  วงจรนั้นก็คือวงจร "ชาร์จปั๊มหรือ CP" (จำชื่อนี้ให้ดีนะครับ แล้วในบทต่อๆไปจะมีการกล่าวถึงนะครับ ว่ามันทำงานอย่างไร)

1.4 ไฟ VRCP 2  หรือไฟ VCP 2 แรงดันไฟ 4.75 V เหมือนกับข้อที่ 3 (ออกจาก Retu ใช้ชื่อไฟ VRCP 2)--------(วิ่งเข้าตัว Vinku ใช้ชื่อไฟ VCP 2) ไฟตัวนี้ถูกผลิตออกมาจากไอซี Retu โดยออกมาจากขา C 10 แล้ววิ่งตรงไปเข้าไอซี Vinku ที่ขา H 1 แรงดันไฟ 4.75 V ตัวนี้สามารถทำการวัดได้ แต่ต้องเชื่อมต่อตัวเครื่องโทรศัพท์กับโปรแกรมฟินิกส์ก่อน ถึงจะทำการวัดได้ ไฟ VRCP 2 นั้นถูกส่งเข้าไปภายในวงจรของตัวไอซี Vinku วงจรนั้นก็คือวงจร "ชาร์จปั๊มหรือ CP" ( เหมือนกับข้อที่ 3 วงจรชื่อเดียวกัน แต่อยู่กันคนละไอซี)

ลองดูภาพนะครับ


1.5 ไฟ VREF แรงดันไฟ 1.35 V แรงดันไฟตัวนี้ออกมาจาก Retu ที่ขา F11 แล้วถูกส่งไปเข้าสู่ภายในวงจรของตัวไอซี Hinku และภายในวงจรของตัวไอซี Vinku (ทั้งภาครับและภาคส่ง) โดยเข้าไปที่ขา D 8 ของไอซี Hinku และเข้าที่ขา E 5 ของไอซี Vinku ไฟ VREF เป็นแรงดันไฟอ้างอิงให้กับวงจร Bias (Bias Reference) ภายในตัว Hinku และ Vinku ไฟตัวนี้สามารถทำการวัดได้เลยนะครับ โดยที่ไม่ต้องต่อกับโปรแกรมฟินิกส์ (แต่ต้องต่อ Supply นะครับ)

1.6 ไฟ VRFC  แรงดันไฟ 1.8 V ไฟตัวนี้ออกจากตัวไอซี Retu แล้วถูกส่งไปให้กับวงจร DSP ซึ่งวงจรนี้จะอยู่ภายในตัว RAP3G ( DSP ทำหน้าที่อะไร อยู่ในหัวข้อของ RAP3G ครับ) แรงดันไฟตัวนี้สามารถทำการวัดได้ แต่ต้องทำการต่อกับโปรแกรมฟินิกส์หรือใส่ Simcard ก่อน

1.7 สัญญาณควมคุมกำลังส่ง TXC  (Transmit Control) ออกมาจาก Retu ที่ขา K 7 (ใช้ชื่อว่า TXC 1) แล้วถูกส่งไปให้กับไอซี Vinku (สัญญาณคำสั่ง TXC ชุดนี้ ทำงานในภาคส่งอย่างเดียวครับ ) สัญญาณตัวนี้ไม่สามารถทำการวัดได้ด้วยมิเตอร์ แต่ต้องวัดด้วยสโคปครับ สัญญาณควมคุมกำลังส่ง TXC นั้นออกมาจากไอซี Retu ก็จริง แต่ตัว Retu เองยังต้องได้รับชุดคำสั่งที่มาจาก RAP3G อีกชุดหนึ่ง โดยจะมี TXCCtrl (ควมคุม) TXCClk (สัญญาณนาฬิกา) TXCData (ส่งผ่านข้อมูล) สัญญาณคำสั่งพวกนี้วัดได้นะครับ (จะอยู่ในบทท้ายๆ)

การทำงานของสัญญาณควมคุมกำลังส่ง TXC
        TXC ในวงจรของโทรศัพท์ Nokia ไม่ว่าจะเป็นรุ่นอะไร ตั้งแค่ DCT3, DCT4,WD2,BB5 จะมีอยู่ในวงจรของโนเกียทุกตัว หน้าที่ของมันจะเกี่ยวกับภาคสัญญาณเป็นหลัก TXC โดยปกติโทรศัพท์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จะมีระยะห่างจากตัวโทรศัพท์กับ Cell Site หรือ BTS (เสาสัญญาณที่อยู่ตามข้างทาง)ไม่เท่ากัน เช่นเครื่อง A อยู่ห่างจาก Cell Site ประมาณ 1 กิโลเมตร , เครื่อง B อยู่ห่างจาก Cell Site ประมาณ 3 กิโลเมตร เพราะฉะนั้น เครื่องที่อยู่ไกลกว่าจะใช้กำลังมากกว่า เมื่อใช้กำลังมากกว่าก็จะต้องใช้พลังงานมากกว่า แต่ถ้าเราไม่มีวงจรที่คอยไปปรับระดับของกำลังส่ง เครื่องก็จะใช้กำลังส่งที่ระดับเดียว ผลที่ตามมาก็คือ แบตเตอรีจะต้องหมดเร็วไปด้วย ไม่ว่าเครื่องนั้นจะอยู่ใกล้หรือไกลจากCell Site แต่วงจรของโทรศัพท์นั้นเค้าออกแบบมาให้สามารถปรับระดับการส่งได้ตามระยะทาง ของเครื่อง เครื่องก็จะสามารถประหยัดพลังงานของแบตเตอรี่ได้ เครื่องที่อยู่ใกล้ก็จะใช้พลังงานน้อยลง เครื่องที่อยู่ไกลก็จะใช้พลังงานที่มากขึ้น หรือ ปรับให้ใช้พลังงานที่
เหมาะ สมตามสถานการณ์ TXC ของเครื่อง N70 นั้นจะออกจากตัว Retu (BB5) แต่ถ้าเป็นเครื่อง DCT 4 หรือ WD2 จะออกจาก UEM แต่ถ้าเป็นตระกูลDCT 3 จะออกจาก Cobba  สัญญาณ TXC นั้นเป็นสัญญาณประเภทคอนโทรล ส่งต่อไปให้ IC ในภาค RF ที่เกี่ยวกับภาคส่ง (Vinku) ซึ่งจะเป็นชุดควบคุมกำลังส่งหรือวงจร PWC

สัญญาณ TXC ออกมาจาก IC ข้างต้น แล้วถูกส่งไปยัง IC RF ในส่วนของภาคส่ง
DCT 3                  ออกจาก Cobba    แล้วส่งไปให้    Hagar        (ภาครับภาคส่งอยู่ในตัวเดียวกัน)
DCT 4,WD 2          ออกจาก  UEM      แล้วส่งไปให้    Mjoiner      (ภาครับภาคส่งอยู่ในตัวเดียวกัน)
BB5                     ออกจาก  Retu      แล้วส่งไปให้    Vinku        ( ภาคส่ง )

การทำงานของ TXC  (ยกตัวอย่างเครื่อง N70)
                 เครื่องโทรศัพท์ทุกตัวของโนเกียและยี่ห้ออื่นๆ จะมีอุปกรณ์อยู่ตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่ขยายกำลังส่งของสัญญาณที่ออกมาจาก IC RF อุปกรณ์ตัวนั้นก็คือ PA นั่นเอง ซึ่งสัญญาณไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสัญญาณ 900 หรือ 1800 ที่ออกมาจากตัว IC RF (ส่วนของภาคส่ง) จะถูกส่งมาผ่านที่ตัว PA ทุกครั้ง แต่ตัว PA ยังไม่สามารถทำงานได้สมบูรณ์ ถ้าไม่มีวงจรควบคุมกำลังส่ง ( PWC ) ที่ออกมาจากตัว IC RF ซึ่งวงจรนี้จะอยู่ในตัวของ IC RF เสมอ (โนเกีย) และจะอยู่ในส่วนของวงจรภาคส่ง เช่นถ้าของเครื่อง N70 จะอยู่ที่ตัว Vinku ซึ่งวงจร PWC นั้นจะสัมพันธ์กับสัญญาณ TXC โดยตรง เมื่อเราทราบแล้วว่าสัญญาณ TXC นั้นออกมาจาก Retu แล้วส่งต่อให้กับวงจรควบคุมกำลังส่งหรือ PWC ที่ตัว Vinku เมื่อวงจร PWC ได้รับสัญญาณ TXC แล้ว วงจรชุดนี้จะทำหน้าที่ ส่งแรงดันไฟออกไป 2 ชุด คือ Vmode ที่ขา 12 ของ PA  กับ VPD ที่ขา 4ของ PA โดยแรงดันไฟทั้ง 2 เส้นนี้จะแปรผันกับ TXC เสมอ ( TXC มีการเปลี่ยนแปลง แรงดันไฟชุดนี้ก็จะแปรผันตามด้วยเสมอ ) เมื่อ PA ได้รับแรงดันไฟ 2 ชุดนี้แล้ว ตัว PA เองก็จะเริ่มทำงานตามกระบวนการของภาคสัญญาณ หลังจาก PA ได้รับแรงดันไฟ 2 ชุด คือ Vmode และ VPD แล้ววงจร PWC จะมีการตรวจสอบกำลังส่งด้วยว่าเหมาะสมกับการใช้งานหรือเปล่า โดยจะเริ่มตรวจสอบจากการที่ตัว PA ส่งแรงดันไฟออกมาที่ขา 16 (Vdet) แล้วส่งย้อนกลับไปให้กับวงจร PWC ในตัว Vinku เพื่อทำการตรวจเช็คและปรับชดเชยกำลังส่งต่อไป (ไม่ต้องจำมากก็ได้ครับ)

1.8 สัญญาณควมคุมความถี่อัตโนมัติ  AFC (Auto Frequency Control) สัญญาณเส้นนี้ออกมาจากไอซี Retu ที่ขา M 8 แล้วถูกส่งไปให้ตัว VCTCXO 38.4 Mhz สัญญาณ AFC นั้นเป็นสัญญาณควมคุมความถี่ของตัว 38.4 Mhz โดยจะทำการจ่ายแรงดันไฟ DC เพื่อชดเชยกรณีที่เกิดความเพี้ยนของความถี่ในขณะทำงานอยู่แล้วเกิดความผิด พลาดในตัว VCTCXO 38.4 Mhz
(เป็นสัญญาณที่ทำให้ความถี่ 38.4 Mhz คงที่) 

ลองดูตามภาพนะครับ   



2.ตัวผลิตความถี่ VCTCXO 38.4 Mhz (ใช้งานในภาคสัญญาณ) 
              ไอซีอีกตัวที่ทำหน้าที่ในภาคสัญญาณของโนเกียเกือบทุกรุ่น ที่มีความสำคัญไม่แพ้ IC ตัวอื่นเลยครับ ไอซีตัวนั้นคือ VCTCXO ย่อมาจาก Votage Control Temperature Compensated Xtal Oscillator ไอซีตัวนี้ทำหน้าที่ในการสร้างสัญญาณนาฬิกาเพื่อใช้เลี้ยงวงจรต่างๆในตัว เครื่อง โดยจะทำหน้าที่สร้างสัญญาณขนาดต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของเครื่องแต่ละรุ่น เช่นถ้าเป็นเครื่องที่เป็นตระกูล DCT4 หรือ WD 2 จะใช้ขนาดสัญญาณนาฬิกาที่ 26 Mhz แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มของที่เป็น BB 5 เช่นเครื่องที่ผมใช้ยกตัวอย่างคือ N70 N72 จะใช้ขนาดสัญญาณที่มากกว่าคือ 38.4 Mhz ( เครื่องโทรศัพท์ตัวไหนที่มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ซับซ้อนจะต้องการความเร็ว ของสัญญาณนาฬิกาที่มากเพื่อให้การประมวลผลของ CPU เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ) ที่บอกมาตั้งแต่ต้นคือคุณสมบัติของตัว VCTCXO ในส่วนของภาค BaseBand หรือภาคที่เกี่ยวกับการเปิดปิดเครื่อง แต่คุณสมบัติของตัว VCTCXO ในภาคสัญญาณนั้นจะทำหน้าที่อีกส่วนหนึ่งคือ เป็นสัญญาณนาฬิกาอ้างอิงให้กับวงจร PLL (เฟส ล๊อค ลูป จำไว้ให้ดีนะครับต้องเจออีกเยอะ) ซึ่งวงจร PLL นั้นจะอยู่ภายในตัว IC RF เสมอ ถ้าเครื่องรุ่นไหนมี IC RF ตัวเดียว วงจร PLL ก็จะมีชุดเดียว แต่กรณีอย่างเครื่องโนเกีย N72 N70 มี IC RF 2 ตัว แยกออกจากกัน โดยที่ตัวหนึ่งเป็นในส่วนของภาครับ Hinku (ภาค RX)  อีกตัวเป็นในส่วนของภาคส่ง Vinku (ภาค TX) เพราะฉะนั้นวงจรชุด PLL จะมี 2 ชุดทันที ทำงานแยกออกจากกัน (พอเข้าใจนะครับ) แต่สัญญาณนาฬิกาที่ตัว VCTCXO 38.4 Mhz  ผลิตออกมานั้นจะถูกส่งไปเลี้ยงให้กับวงจร PLL ทั้ง 2 ชุด โดยจะส่งไปให้กับวงจร PLL ภายในตัว Hinku และ Vinku เท่ากับว่าสัญญาณนาฬิกา 38.4 Mhz นั้นผลิตออกมาชุดเดียวแต่ส่งไปเป็นสัญญาณนาฬิกาอ้างอิงให้กับวงจร PLL ทั้ง 2 ตัว ตัว VCTCXO นั้นก่อนที่มันจะทำงานได้ตัวมันเองก็ต้องการไฟเลี้ยง Main ก่อน 1 ชุด คือไฟ VR 1 หรือไฟ VDIG 2.5 V ที่ออกมาจากตัวไอซี Retu (ตามข้อที่ 1.2 ) และยังต้องการสัญญาณควมคุมความถี่อัตโนมัติหรือ AFC (ในหัวข้อที่ 1.8 ) แรงดันไฟ VR 1 สามารถทำการวัดได้เลยนะครับ ส่วนสัญญาณนาฬิกา 38.4 Mhz ก็สามารถทำการวัดได้เหมือนกัน แต่ต้องใช้สโปคหรือ VC Device วัดเท่านั้น ลองดูตามภาพนะครับ

ภาพแรกเป็นภาพที่ตัว VCTCXO 38.4 Mhz ทำงานในภาคสัญญาณ (Radio Frequency)
ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 858x386 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...



ภาพที่สองเป็นภาพที่ตัว VCTCXO 38.4 Mhz ทำงานในภาคเปิดปิดเครื่อง (BaseBand)
ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 890x383 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...



3.ตัวผลิตความถี่วิทยุแบบปรับค่าได้ VCO 
                      มาเริ่มต้นอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับภาคสัญญาณตัวที่ 3 กันเลยครับ ตัวนั้นก็คือตัว VCO ตัว VCO ย่อมาจากคำว่า Voltage Control Oscillator ถ้าแปลเป็นภาษาไทยจะได้คำว่า "วงจรผลิตความถี่แบบใช้แรงดันไฟควมคุม" ลองมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ โดยปกคิไอซีอะไรก็ตามก่อนที่มันจะทำงานได้ ตัวมันเองจะต้องได้รับไฟเลี้ยงก่อน 1 ชุด (บางตัวก็ต้องการไฟเลี้ยงมากกว่า 1 ชุด) ตัว VCo เองก็ต้องการไฟเลี้ยง 1 ชุด ซึ่งผมจะเรียกว่าไฟเลี้ยงหลักหรือไฟเลี้ยง Main แล้วกันนะครับจะได้เข้าใจตรงกัน เครื่องตระกูลโนเกียนั้น โดยปกติไฟเลี้ยงหลักที่จะใช้เลี้ยง VCO จะมาจากไอซี Power เสมอ แต่กรณีของเครื่อง N70 หรือ N72 นั้น ไฟเลี้ยงหลักไม่ได้มาจากตัวไอซี Power หรือ Retu แต่ไฟเลี้ยงจะออกมาจากไอซี RF กรณีของเครื่อง N70 มีไอซี RF อยู่จำนวน 2 ตัว คือตัว Hinku (ภาครับ) และ Vinku (ภาคส่ง) ซึ่งในเงื่อนไขนี้เองเลยผู้ผลิตเครื่องโทรศัพท์โนเกีย เค้าจึงออกแบบมาให้มี VCO จำนวน 2 ตัว ตัวหนึ่งทำงานร่วมกับ Hinku ซึ่งอยู่ในภาครับ (G7500)  อีกตัวหนึ่งทำงานร่วมกับ Vinku ซึ่งอยู่ในภาคส่ง (G7502) ซึ่งภายในตัว Hinku หรือ Vinku จะมีชุดวงจรที่ทำหน้าที่กับไอซี Retu คือวงจร Regulator (วงจรผลิตแรงดันไฟ) โดยในภาครับตัว Hinku ก็จะผลิตแรงดันไฟออกมาเพื่อมาเลี้ยงตัว VCO (G7500) 1 ชุด ซึ่งก็คือไฟเลี้ยงหลักนั่นเอง (อยู่ในหัวข้อของไอซี Hinku ) ส่วนในภาคส่งตัว Vinku ก็จะผลิตแรงดันไฟเพื่อมาเลี้ยงตัว VCO (G7502) 1 ชุด (อยู่ในหัวข้อของไอซี Vinku) พอเข้าใจนะครับ แต่มันไม่จบเท่านี้ครับ ตัว VCO เมื่อได้รับไฟเลี้ยงหลักแล้ว ตัวมันเองก็จะปล่อยสัญญาณความถี่วิทยุออกมา ตัว VCO จะผลิตความถี่ที่สูงมากคือความถี่ SHF หรือ SUPER HIGH FREQUENCY ความถี่ที่ผลิตออกมาจาก VCO จะได้ความถี่ระดับ 3-4 พันกว่า Mhz (ซึ่งถือว่าเยอะมากๆ) ไฟเลี้ยงหลักหรือไฟ VCC ที่ออกมาจากไอซี Hinku นั้นจะได้แรงดันไฟ 2.8 V (ซึ่งไม่สามารถวัดได้นะครับ แต่ต้องต่อกับโปรแกรมฟินิกส์ก่อน) ในส่วนของไอซี Vinku ก็จะใช้เงื่อนไขเหมือนกับ Hinku เลยครับ แต่ความถี่ที่ออกมาจากตัว VCO เมื่อได้รับไฟเลี้ยงหลักนั้น จะยังไม่สมบูรณ์นะครับ จะต้องมีแรงดันไฟอีกชุดหนึ่งครับ (ในหัวข้อต่อไป) ลองดูตามภาพนะครับจะได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

3.1 ไฟเลี้ยงหลักของตัว VCO กรณีที่อยู่ในภาครับ ไฟ เลี้ยงหลักหรือไฟ VCC ที่ออกจาก Hinku นั้นจะอาศัยไฟเลี้ยงจากแบตเตอรี่ก่อนคือไฟ VbatRF แต่ความถี่ที่ออกมายังไม่สมบรณ์นะครับ เขียนเป็นสูตรจะได้ตามนี้นะครับ 
แรงดันไฟจากแบตเตอรี่ VbatRF 3.7 V--------วิ่งเข้าไอซี Hinku ที่ขา E 8--------ตัว Hinku แปลงแรงดันไฟจาก 3.7 V ผ่านวงจร Regulator ให้เหลือ 2.8 V ออกมาที่ขา J 3 -------แล้วเข้ามาที่ขาของ VCO เพื่อผลิตความถี่ แต่ยังไม่สมบูรณ์


ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 902x396 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...




3.2 ไฟเลี้ยงหลักของตัว VCO กรณีที่อยู่ในภาคส่ง ไฟ เลี้ยงหลักหรือไฟ VCC หรือไฟ VREG 2  ที่ออกจาก Vinku นั้นจะอาศัยไฟเลี้ยงจากแบตเตอรี่ก่อนคือไฟ VbatRF เหมือนกับของ Hinku เขียนเป็นสูตรจะได้ตามนี้นะครับ 
แรงดันไฟจากแบตเตอรี่ VbatRF 3.7 V--------วิ่งเข้าไอซี Vinku ที่ขา G 8,G7 --------ตัว Vinku แปลงแรงดันไฟจาก 3.7 V ผ่านวงจร Regulator ให้เหลือ 2.8 V ออกมาที่ขา H 8 -------แล้วเข้ามาที่ขาของ VCO เพื่อผลิตความถี่ในส่วนของภาคส่ง  


ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 753x507 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...



ทำไมเมื่อตัว VCO เมื่อได้รับแรงดันไฟหลักหรือไฟ Main แล้วถึงยังผลิตความถี่หรือสัญญาณวิทยุไม่สมบูรณ์ (ไฟ VC )
                           ตัว VCO นั้นถ้าจากภาษาอังกฤษคือ Voltage Control Oscillator แปลเป็นไทยจะได้ "วงจรผลิตความถี่โดยใช้แรงดันไฟควมคุม" เราลองมาขยายความหมายของตัวมันหน่อยนะครับ ว่าทำไมเมื่อตัว VCO ได้รับแรงดันไฟหลักจากไอซี RF ทั้ง Hinku และ Vinku แล้ว (ถ้าอยู่ในเครื่องรุ่นอื่นๆ ไฟเลี้ยงหลักจะมาจากไอซี Power แต่เงื่อนไขอย่างอื่นจะเหมือนกันหมดนะครับ) ทำไมมันยังผลิตสัญญาณหรือความถี่ 3-4 พันกว่า Mhz ถึงไม่สมบูรณ์ ที่ไม่สมบูรณ์ก็เพราะที่ตัว VCO จะมีขาอีกขาหนึ่งของตัวมัน ที่เป็นขาสำหรับใช้แรงดันไฟอีกชุดมาคอยปรับค่าความถี่ให้เหมาะสมกับการใช้ งานของเครือข่าย (ตามระบบของ Simcard เดี๋ยวอธิบายรวมในหัวข้อท้ายๆครับ) ขาที่เหลือของตัว VCO นั้นคือขา ไฟ VC (VCO ใช้ขาแค่ 4 ขา ขาแรกไฟเลี้ยงหลัก VCC ขาที่ 2 คือขากราว  ขาที่ 3 คือขาที่ปล่อยสัญญาณออก ขาที่ 4 คือขาไฟ VC ) ขาไฟ VC ย่อมาจาก Voltage Control (ใช้แรงดันไฟควบคุม) ซึ่งแรงดันไฟตัวนี้จำให้ดีนะครับ แรงดันไฟตัวนี้ออกมาจากไอซี RF ทั้งในส่วนของภาครับและภาคส่ง ถ้าภาครับจะออกจาก Hinku ถ้าภาคส่งจะออกจาก Vinku โดยจะออกมาจากวงจรชาร์จปั๊ม (ถ้าจำวงจรชาร์จปั๊มไม่ได้ลองย้อนกลับไปอ่านในหัวข้อที่ 1.3 และ 1.4 ดูอีกครั้งครับ เดี๋ยวพอเข้าเรื่องวงจรชาร์จปั๊มแล้วจะอธิบายให้อ่านแบบละเอียดอีกทีนะครับ ตอนนี้ให้รู้ก่อนว่าไฟ VC นั้นออกมาจากวงจรอะไรในตัวไอซี RF) แรงดันไฟ VC นั้นค่อนข้างสำคัญมากนะครับ ตัว VCO ได้รับไฟเลี้ยงหลักอย่างเดียวคงไม่พอครับ แต่จะต้องมีแรงดันไฟ VC ที่ออกจากวงจรชาร์จปั๊ม (ตัวย่อคือ CP) เพื่อที่กำหนดการผลิตความถี่วิทยุให้ถูกต้องด้วย เช่น ถ้าแรงดันไฟ VC ที่ออกมาจากวงจรชาร์จปั๊มมีค่าเท่ากับ 1.2 V ตัว VCO อาจจะผลิตความถี่ออกมาที่ 3,700 กว่า Mhz แต่ถ้าแรงดันไฟ VC จ่ายแรงดันออกจากวงจรชาร์จปั๊มที่ 1.9 V ตัว VCO จะผลิตความถี่ออกมาที่ 3,900 กว่าMhz เห็นมั๊ยครับว่าแรงดันไฟเปลี่ยนค่าความถี่ที่ตัว VCO ผลิตออกมานั้นจะเปลี่ยนตามไปด้วย แรงดันไฟ VC ยิ่งน้อยความถี่ที่ถูกผลิตออกมาก็จะน้อย แต่ถ้าแรงดันไฟ VC ออกมามากความถี่ที่ผลิตออกมาก็จะมากขึ้นด้วย ลองดูตามตารางนะครับ ว่าแรงดันไฟ VC เปลี่ยนแล้วความถี่เปลี่ยนยังไง


ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 844x399 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...


ดูในส่วนของภาครับก่อนนะครับ (RX) แรงดันไฟ VC ถูกส่งออกมาจากวงจรชาร์จปั๊มในตัว Hinku ยกตัวอย่างแค่ระบบ 900 กับ 1800 นะครับ
แถว แรก   (ช่องที่ 1)  เครือข่าย   900  (ช่องที่ 5)  แรงดันไฟ  VC ถูกปล่อยมาที่ 1.33 V  (ช่องที่ 4) VCO ผลิตความถี่ออกมาที่ 3,769.6 Mhz 
แถว สอง   (ช่องที่ 1)  เครือข่าย 1800  (ช่องที่ 5)   แรงดันไฟ VC ถูกปล่อยมาที่ 0.98 V  (ช่องที่ 4 ) VCO ผลิตความถี่ออกมาที่ 3,685.6 Mhz 


ส่วนของภาคส่ง (TX) แรงดันไฟ VC ถูกส่งออกมาจากวงจรชาร์จปั๊มในตัว Vinku
แถว แรก   (ช่องที่ 1)  เครือข่าย  900  (ช่องที่ 5) แรงดันไฟ VC ถูกปล่อยมาที่  1.70 V   (ช่องที่ 4) VCO ผลิตความถี่ออกมาที่ 3,589.6 Mhz
แถว สอง   (ช่องที่ 1)  เครือข่าย 1800  (ช่องที่ 5) แรงดันไฟ VC ถูกปล่อยมาที่  1.23 V   (ช่องที่ 4) VCO ผลิตความถี่ออกมาที่ 3,495.6 Mhz 

                ดูตารางแล้วพอเข้าใจหรือเปล่าครับ ความถี่ที่ออกมาจากตัว VCO จะอ้างอิงกับแรงดันไฟ VC ทั้งหมด แรงดันไฟ VC เปลี่ยนความถี่ก็เปลี่ยนตามไปด้วย แรงดันไฟยิ่งมากความถี่ที่ถูกผลิตออกมาก็จะมากขึ้นตามลำดับไปด้วย ตัว VCO ทั้งในส่วนของภาครับและในส่วนของภาคส่งก็จะใช้หลักการเดียวกัน แต่แยกภาคออกจากกัน ช่องที่ 3 ผมยังไม่ได้อธิบายแต่จะอธิบายแบบละเอียดในบทถัดๆไป ช่องที่ 3 เกิดจากการนำความถี่ในช่องที่ 4 มาหาร 2 หรือหาร 4 ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ Simcard ระบบใดอยู่ ถ้าเราใส่ Simcard ระบบ 900 ระบบจัดการภายในของตัวไอซี RF ทั้งรับและส่งจะนำความถี่ที่ได้จาก VCO มาทำการหาร 4 แต่ถ้าเราใส่ Simcard ระบบ 1800 ระบบภายในจะทำการหาร 2 (ลองเอาเครื่องคิดเลขแล้วลองเอาไปหารดูครับ จะได้ตรงกับช่องที่ 3 พอดี) แรงดันไฟ VC นั้นสามารถทำการวัดได้ แต่จะต้องต่อกับโปรแกรมฟินิกส์ก่อนถึงจะสามารถวัดได้ แต่อาจจะไม่ตรงกับตารางทั้งหมดนะครับ เพราะการเข้าโปรแกรมฟินิกส์เพื่อทำการวัดแรงดันไฟ VC นั้นสามารถเข้าได้หลายกรณี บางโหมดจะไม่สามารถวัดให้ตรงกับตารางได้ (เดี๋ยวอธิบายในบทที่ 4 เกี่ยวกับการใช้โปรแกรมฟินิกส์) และถ้าเราจะวัดให้ได้ตรงตามที่ตารางบอกมา เราจะต้องเข้าไปล๊อคช่องสัญญาณในโปรแกรมฟินิกส์ก่อนโดยผ่านโหมด RF Control (ในส่วนของ RF Control----Burst) ซึ่งปัจจุบันเครื่องที่เป็นตระกูล BB5 ยังไม่สามารถเข้า RF Control ได้ (ต้องใช้อุปกรณ์เสริมหลายตัว มีเงินก็ซื้อไม่ได้) ต้องให้ที่ศูนย์โนเกียอย่างเดียวครับถึงจะวัดได้ตรงตามตาราง ไม่ต้องซีเรียสครับ เดี๋ยวพอบทที่ 4 ผมจะสอนวิธีการวัดให้แบบง่ายๆ ลองดูภาพนี้นะครับ เป็นภาพที่เกี่ยวกับแรงดันไฟ VC แบบง่ายๆ

ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 914x489 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...



4.ไอซี HINKU ที่ทำหน้าที่ในภาครับ (RX)
                   ไอซีตัวถัดมาเป็นไอซีที่มีความสำคัญมากเช่นกัน ทำหน้าที่เยอะมาก ไอซีตัวนั้นคือ Hinku ตัวไอซี Hinku นั้นก็เหมือนกับไอซี RF ทั่วไปในเครื่องโนเกีย แต่อาจจะต่างกันในส่วนของคุณสมบัติการใช้งาน เครื่องโนเกียโดยทั่วไปที่ฟังก์ชั่นการทำงานไม่เยอะมาก ก็อาจจะมีไอซี RF แค่ตัวเดียวทำหน้าที่ทั้งในส่วนของภาครับและภาคส่ง แต่ในเครื่องโนเกียที่เป็น BB 5 บางรุ่นเช่น N70 N72 จะมีไอซี RF อยู่ 2 ตัว ทำหน้าที่คล้ายๆกันแต่ต่างกันในส่วนของภาครับและภาคส่ง ตัว Hinku ทำงานในส่วนของภาครับ ตัว Vinku ทำงานในส่วนของภาคส่ง (ในหัวข้อถัดไป) ตัว Hinku นั้นทำหน้าที่อะไรบ้าง ตัว Hinku นั้นทำหน้าที่หลักๆ อยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆครับ อย่างแรกเลยทำหน้าที่ในส่วนของภาคเปิดปิดเครื่อง (BaseBand) ในส่วนของการขยายและปรับแต่งสัญญาณนาฬิกา 38.4 Mhz เพื่อให้ได้สัญญาณนาฬิกาตัวใหม่ แต่ความถี่เท่าเดิม สัญญาณ CLK 38.4 Mhz เมื่อผ่านตัว Hinku แล้วจะได้สัญญาณตัวใหม่คือสัญญาณ RFCLK 38.4 Mhz (ความถี่เท่าเดิมแต่รูปสัญญาณเปลี่ยนไป ต้องใช้สโคปวัด) เพื่อส่งไปเป็นสัญญาณให้กับ CPU หรือ RAP3G (ไม่กล่าวถึงนะครับ) หน้าที่อย่างที่สองคือทำหน้าที่ในส่วนของภาคสัญญาณ (ภาครับ RX ) ทำหน้าที่หลายๆด้านในภาคสัญญาณ ทั้งทางด้าน Demod (จำไม่ได้ย้อนกลับไปดูในบทที่ 1 เงื่อนไขของสัญญาณภาครับ) วงจรหาร 2 หรือหาร 4 (จำไม่ได้ย้อนกลับไปดูในบทที่ 3 หัวข้อที่ 3 เรื่อง VCO ) ผลิตแรงดันไฟ VC ผ่านวงจรชาร์จปั๊ม (จำไม่ได้ย้อนกลับไปดูในบทที่ 3 หัวข้อที่ 3 เรื่องVCO) และอื่นๆอีกมากมาย เดี๋ยวอธิบายให้ฟังทุกหัวข้อเลยนะครับ ลองดูภาพประกอบไปด้วยนะครับ (ขอบคุณภาพจากอาจารย์นกมากครับ) 

หน้าที่การทำงานของไอซี RF ในส่วนของภาครับ (RX) ของตัว Hinku

1.ทำหน้าที่ในส่วนของการเปิดปิดเครื่อง (ภาค BaseBand) ทำหน้าที่ขยายและปรับแต่งสัญญาณ Clk 38.4 Mhz เพื่อให้ได้สัญญาณตัวใหม่ที่มีความถี่เท่าเดิม คือสัญญาณ RFCLK 38.4 Mhz เพื่อส่งไปเป็นสัญญาณนาฬิกาหลักให้กับ RAP3G (ไม่มีภาพนะครับ)

2.ทำหน้าที่ในส่วนของการ Regulator (ปรับแต่งแรงดันไฟเหมือนกับ Retu)  หน้าที่นี้คล้ายๆกับหน้าที่ของไอซี Power หรือ Retu เลยครับ คือทำหน้าที่ลดระดับแรงดันไฟจากต้นทางแล้วเปลี่ยนค่าแรงดันไฟให้เหลือตามที่ ระบบต่างๆต้องการ โดยที่ผมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนนะครับ คือการลดระดับแรงดันไฟเพื่อใช้เลี้ยงระบบภายในตัว Hinku กับการลดระดับแรงดันไฟเพื่อเลี้ยงระบบภายนอกตัว Hinku
          2.1 ลดระดับแรงดันไฟจากไฟ VbatRF เพื่อส่งไปเลี้ยงระบบที่อยู่ภายนอกตัว Hinku ในส่วนของ VCO  เช่น ผลิตแรงดันไฟเลี้ยงหลักหรือไฟเลี้ยง Main ไปเลี้ยง VCO ในส่วนของภาครับ  (บทที่ 3 หัวข้อที่ 3.1 เรื่อง VCO ในส่วนของภาครับ หรือตัว G7500) และทำหน้าที่ส่งแรงดันไฟ VC เพื่อไปทำการกำหนดความถี่ที่ออกจากตัว VCO (บทที่ 3 หัวข้อไฟ VC ) ตัว Hinku เมื่อได้รับไฟเลี้ยงจากแบตเตอรี่แล้วประมาณ 3.7 V ตัว Hinku เองจะทำการลดระดับแรงดันไฟจาก 3.7 V ให้เหลือ 2.8 V แล้วส่งไปให้ตัว VCO ของภาครับหรือ G7500 (ถ้าดูตามภาพจะเป็นเส้นสีแดง) อีกส่วนหนึ่งจะทำหน้าที่จ่ายแรงดันไฟ VC ออกเพื่อไปทำการกำหนดความถี่ของตัว VCO โดยผ่านวงจรชาร์จปั๊ม (ถ้าดูตามภาพจะเป็นเส้นสีเขียว) โดยที่วงจรชาร์จปั๊มนั้นจะต้องทำงานร่วมกับวงจร PLLหรือเฟสล๊อคลูป (จำชื่อนี้ได้หรือเปล่าครับ) วงจรนี้จะอยู่ภายในตัว Hinku เหมือนกันและวงจรเฟสล๊อคลูปนั้นจะต้องถูกควบคุมผ่านตัว RAP3G อีกต่อหนึ่งซึ่งผ่านทางเส้นคำสั่ง RFBUS ทั้ง 4 เส้น (เดี๋ยวอธิบายในส่วนของ RAP3G)

ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 978x728 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...



          2.2 ลดระดับแรงดันไฟจากไฟ VbatRF เพื่อส่งไปเลี้ยงระบบที่อยู่ภายในตัว Hinku นอกจากตัว Hinku จะทำหน้าที่ลดระดับแรงดันไฟผ่านวงจร Regulator เพื่อส่งไปเลี้ยงระบบที่อยู่ภายนอกตัว Hinku แล้ว ตัวมันเองยังทำหน้าที่เหมือนเดิมคือ ลดระดับแรงดันไฟเพื่อใช้เลี้ยงระบบภายในตัวมันเอง มีวงจรอะไรบ้าง (เดี๋ยวผมอธิบายรวมทีเดียวแบบละเอียดเลยนะครับ ว่าวงจรภายในของ Hinku ทำหน้าที่อะไรบ้าง) จุดวัดแรงดันไฟพวกนี้จะใช้จุดเดียวกันเลยครับ คือสามารถวัดแรงดันไฟที่ภายนอกตัว Hinku ได้แรงดันไฟ 2.8 V ใช้ชื่อแรงดันไฟ VR1_RXActive (เป็นแรงดันไฟคนละตัวกับแรงดันไฟ VR 1 ที่ออกมาจากไอซี Retu นะครับ ถ้าของตัว Hinku จะมีคำว่า RXActive ต่อท้ายด้วย) แรงดันไฟนี้สามารถวัดได้ก็ต่อเมื่อมีการต่อโปรแกรมฟินิกส์หรือใส่ Simcard เท่านั้น โดยทำการวัดที่จุด C 7504

2.2.1 ใช้เลี้ยงวงจร LNA ภายในตัว Hinku (ชื่อไฟเลี้ยง VDDLNA 1 ที่ขา B3 ,VDDLNA 2 ที่ขา C 8 )
2.2.2 ใช้เลี้ยงวงจร Prescaler ภายในตัว Hinku (ชื่อไฟเลี้ยง VPRE ที่ขา D 3)
2.2.3 ใช้เลี้ยงวงจร Mixer หรือวงจร Demod จำได้เปล่าครับ วงจรหักล้างในภาครับ อยู่ที่ข้อที่ 1 เรื่องของเงื่อนไขสัญญาณภาครับ (ชื่อไฟเลี้ยง VMIX ที่ขา C 3)
2.2.4 ใช้เลี้ยงวงจร Filter ภายในตัว Hinku (ชื่อไฟเลี้ยง VFILT ที่ขา F Cool   

ภาพนี้ได้ถูกเปลี่ยนขนาด ขนาดต้นฉบับคือ 924x562 ต้องการดูภาพเต็มขนาดคลิกที่นี่...
เสนอความคิดเห็น
รายละเอียด : *
Fun & Emotion Icon Click here for more.
ชื่อ : *
อีเมล์ :
* กรุณากรอกตัวเลขและตัวอักษรให้ถูกต้อง
 


บริการของร้านค้า
หน้าแรก
สินค้า
เกี่ยวกับเรา
บทความ
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน